วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

คู่สามีภรรยาชาวอังกฤษที่ปั่นจักรยานรอบโลก เสียชีวิตในไทย





 คู่สามีภรรยาชาวอังกฤษที่ปั่นจักรยานรอบโลก เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชนในประเทศไทย

        ปีเตอร์ รูท และ แมรี่ ทอมป์สัน คู่สามีภรรยาวัย 34 ผู้ออกผจญภัยด้วยการปั่นจักรยานรอบโลกตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปี 2011 โดยทั้งคู่ได้ปั่นจักรยานไปทั่วทั้งยุโรป ตะวันออกกลาง และจีน ก่อนจะมาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุในประเทศไทย

        ทั้งนี้ ตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า พวกเขาทราบข่าวการเสียชีวิตของคู่สามีภรรยาชาวอังกฤษที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ และขณะนี้ทางกระทรวงการต่างประเทศกำลังให้ความช่วยเหลือทางด้านกงศุลอยู่

        อนึ่ง ในเว็บไซต์ twoonfourwheels ของทั้งคู่ ได้มีรูปภาพและหนังสั้น ซึ่งบันทึกการผจญภัย ท่องเที่ยวในประเทศต่าง ๆ ของพวกเขาทั้ง 23 ประเทศ โดยที่หมายล่าสุดที่พวกเขาเดินทางไปถึงคือประเทศไทยนั่นเอง ซึ่งหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของเกิร์นซีย์ รายงานว่า พ่อแม่ของนายรูท ได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของทั้งคู่จากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ

        อย่างไรก็ตาม สื่อในต่างประเทศอย่าง เดอะ เทเลกราฟ ได้รายงานว่า แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างประเทศไทยนั้น ขึ้นชื่อเป็นอย่างมากในเรื่องถนนหนทางที่เป็นอันตราย พร้อมทั้งระบุว่า ในแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนของไทยกว่า 13,000 คน และมีผู้บาดเจ็บเกือบหนึ่งล้านคนเลยทีเดียว

        สำหรับประวัติของ คู่สามีภรรยาชาวอังกฤษ ที่ปั่นจักรยานรอบโลก และมาเสียชีวิตที่เมืองไทยนั้น นายปีเตอร์ รูท เกิดที่เจอร์ซีย์ แต่มาโตที่เกิร์นซีย์ ส่วน แมรี่ ทอมป์สัน มาจากบริสตอล ทั้งคู่พบกันตั้งแต่ 14 ปีก่อน ที่วิทยาลัยศิลปะใน Falmouth, Cornwall ก่อนจะออกเดินทางด้วยการปั่นจักรยานรอบโลกถึง 23 ประเทศ และมาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชนในประเทศไทย 

เผย สมาร์ทโฟนตัวต้นแบบ ตัวเครื่องโปร่งใส เดินหน้าผลิตในปลายปีนี้

ต่อไปนี้ สมาร์ทโฟนรูปร่างแปลกๆ ตัวเครื่องโปร่งใส มองทะลุได้ คงจะไม่ได้มีแต่ในหนังแนว Sci-fi แล้วล่ะครับ เพราะล่าสุด ได้มีการเผย สมาร์ทโฟนแบบโปร่งใส ตัวต้นแบบ เครื่องแรก ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทผู้พัฒนา หน้าจอแบบโปร่งใส นี้ก็คือ Polytron Technologies ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศไต้หวัน นั่นเอง


iPhone mini เคื่องเล็กกระจิ๊ดริดในปี 2013





ต่อเนื่องจากกระแสข่าวที่นักวิเคราะห์ออกมาฟันด๊ะว่าแอปเปิล จะลดความเป็นยูนีคลงมาตีปีกในตลาดสมาร์ทโฟนระดับกลาง-ล่าง หลังจากเห็นความโชติช่วงชัชวาลที่แซมซังฟาดมาร์เกตแชร์ได้ทั้งช่วงล่าง กลาง สูง

สิ่งที่จะปล่อยออกมาช่วงชิงด้วย คือ iPhone mini  มินิที่ถูกหั่นฟีเจอร์ และบอดี้ย่อส่วนลง หน้าตาจินตนาการไม่ยาก อารมณ์ละม้ายคล้ายกับไอแพดมินิที่ย่อร่างลงมา แถมจับตลาดได้หนึบเหมือนมือตุ๊กแก

เอาเป็นว่าถ้าจินตนาการไม่ออกว่าไอโฟนมินิ จะออกมาหน้าตาคิกขุ สุดบรรเจิดขนาดไหน ชมคอนเซ็ปต์ iPhone mini จาก Martin Hajek ด้านล่างกันดู .

ลุ้นดูงาน 4 สายอาชีพ ฟรี! กับพี่ๆ ม.เกษตรฯ


ลุ้นดูงานฟรีกับ RAC เพียง Like Share Vote

ที่ไหนได้ Vote สูงสุด คน vote ลุ้นไปดูงานฟรี!!


ลุ้นดูงานใน 4 สถานีสายอาชีพ
1. งานโรงพยาบาล 
2. งานศาลไทย 
3. งานศูนย์ฯ IT 
4. งานการผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์

ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน
1. เข้าไปที่ 
https://www.facebook.com/RACBKK
2. กด Like และกด Share รูปศึกษาดูงานนี้
3. พิมพ์เลือกข้อที่อยากไปมากที่สุด (1-4) พร้อมเหตุผลว่าทำไมถึงอยากไปดูงานที่นั่น (Comment ใต้รูปนี้เท่านั้นนะจ๊ะ )

หลังจากนั้น รอผลโหวต แล้วพี่ๆ RAC (ม.เกษตรฯ ชิดลม ปิ่นเกล้า BTS สะพานควาย และท่าน้ำนนท์) จะพาน้องๆ ไปดูงานสถานที่ที่มีคน vote มากที่สุด เราจะคัดเลือกน้องที่ Vote สถานที่นั้น 15 คน ไปดูงานกับเราแบบฟรีๆ ไม่มีค่าใช้จ่าย

เปิด Vote วันนี้ถึง 15 มีนาคม 2556 และประกาศรายชื่อผู้ที่ได้ไปศึกษาดูงานกับเรา วันที่ 20 มีนาคม 2556 และไปดูงานช่วงเดือนเมษายนนี้นะจ้า 

แอบอ่านหนังสือใหม่

 
ในยามหลับฝัน...หลายคนคงฝันกันไปต่างๆ นานา ความฝันยามหลับตา...คือพื้นที่ส่วนบุคคลที่ห้ามผู้อื่นบุกรุก แต่ถ้าคืนหนึ่งที่ได้หลับตา แล้วพบว่าในฝันมีแขกไม่ได้รับเชิญ คุณจะทำยังไง ? การนอนหลับที่เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา...กลายเป็นเหตุฆาตกรรมอันน่าสะพรึง เมื่ออยู่ๆ วงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังของเมืองไทย ‘7’P’ เกิดอาการ ‘หลับเป็นตาย!’ ทีละคน ‘ยันต์สีแดง’ ที่พบในที่เกิดเหตุ เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ฆาตกรทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า นักร้องหนุ่มชื่อดัง ‘พัตเตอร์’ คิดจะไขปริศนาการหลับไม่ตื่นของเพื่อนๆ ในบริษัท และเขาก็ได้พบว่ายันต์สีแดงนั้น คือ ‘ยันต์เข้าฝัน’ สำหรับพิธีกรรมโบราณลึกลับ หรือสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้คนรอบกายของเขาพากัน ‘หลับไม่ตื่น!’ ฆาตกรรมที่ไร้ความผิด...ฆาตกรวิปริตทำแบบนั้นไปเพื่ออะไรกัน ? ปริศนาซับซ้อน...การตายที่มีเงื่อนงำ...ต้องหาคนที่กระทำมาลงโทษ โดยที่มันแอบอยู่ไม่ไกล...ใกล้กว่าที่คาด...อย่าประมาทคนข้างกาย เพราะบางทีความ ‘ฉิบหาย’ กำลังจะมาทักทาย...โดยไม่รู้ตัว!
7อาชีพดีๆในอาเซียน


จากผลจากการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 9  ณ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ได้กำหนดให้จัดทำข้อตกลงยอมรับร่วมกัน (Mutual Recognition Arrangements : MRAs) ด้านคุณสมบัติในสาขาวิชาชีพหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายนักวิชาชีพ หรือแรงงานเชี่ยวชาญ หรือผู้มีความสามารถพิเศษของอาเซียนได้อย่างเสรี ด้านคุณสมบัติในสาขาอาชีพหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้าย นักวิชาชีพ แรงงานเชี่ยวชาญ หรือผู้มีความสามารถพิเศษได้อย่างเสรีข้อตกลงเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือไปทำงานในประเทศกลุ่มอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้อย่างเสรี ได้กำหนดครอบคลุม 7 อาชีพ และก็มีข่าวว่าอาจจะมีการเพิ่มจำนวนอาชีพขึ้นมาอีกในลำดับถัดไป สำหรับ 7 อาชีพที่มีข้อตกลงกันแล้วให้สามารถเคลื่อนย้ายไปทำงานได้อย่างเสรี ได้แก่

อาชีพวิศวกร( Engineering Services)
อาชีพพยาบาล (Nursing Services)
อาชีพสถาปนิก(Architectural Services)
อาชีพการสำรวจ (Surveying Qualifications)
อาชีพนักบัญชี (Accountancy Services)
อาชีพทันตแพทย์ (Dental Practitioners)
อาชีพแพทย์ (Medical Practitioners)

>> อาชีพ : วิศวกร
โอกาสในการมีงานทำ
แหล่งจ้างงานวิศวกรโดยทั่วไปจะเป็นสถานประกอบการทั่วไป หรือ หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ  แรงงานในภาคอุตสาหกรรม ขณะนี้ยังคงที่ตามภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศ และกำลังมีการดำเนินงานก่อสร้างสาธารณูปโภคโครงการใหญ่ๆ เช่น รถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งยังมีความต้องการบุคลากรด้านนี้และคาดว่าจะมีการแข่งขันเพื่อเข้าทำงานสูง เนื่องจากมีแรงงานเก่าที่ค้างอยู่และมีแรงงานใหม่ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงาน เมื่อภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นประเทศไทยที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาจะกลับฟื้นตัวและขยายการลงทุนขึ้นอีก ฉะนั้นงานสำหรับวิศวกรโยธาจะกลับมาเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานอีกตามอัตราการขยายตัวของอาคารก่อสร้างและการพัฒนาประเทศ โดยการลงทุนในการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกในการขนส่งต่างๆ

โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพมีอย่างแน่นอน เพราะสามารถพัฒนาตนเองในแนวทางที่ตนเอง
พึ่งพอใจ ซึ่งต่างจากบางอาชีพที่บุคคลก้าวหน้าได้เพราะมีคุณสมบัติเฉพาะในอาชีพนั้นเท่านั้น
ที่สำคัญ คือ การพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของประเทศ
ทำให้วิชาชีพพัฒนาออกไปอย่างไม่มีขีดจำกัดและพัฒนาวิชาชีพที่เกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเช่นกัน ย่อมทำให้บุคคลในวิชาชีพนี้มีทางเลือกที่จะพัฒนาตัวเองในช่วงระยะเวลาที่
ประกอบอาชีพนี้ให้เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของตนเองได้สูงขึ้น


>> อาชีพ : พยาบาล
โอกาสในการมีงานทำ

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีประชากรมากกว่า 62 ล้านคน ความต้องการพยาบาลเพื่อทำการรักษาพยาบาลต้องเพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของประชากรประกอบกับรัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุขได้ให้ความสนใจในสุขภาพของประชาชนทุกเพศทุกวัยได้พยายามขยายบริการออกไปให้ทั่วถึง จึงจำเป็นต้องใช้พยาบาลในการปฏิบัติงานเป็นจำนวนมาก อีกทั้งโรงพยาบาลและสถานพยาบาลของภาคเอกชนได้ขยายตัว มากขึ้น เพื่อบริการประชาชน ดังนั้น แนวโน้มของโอกาสในการมีงานทำของอาชีพนี้ ยังคงมีอยู่ค่อนข้างสูง   จึงสามารถหางานทำได้ ไม่ยากนัก

โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
ผู้ปฏิบัติหน้าที่ เป็นข้าราชการ ในโรงพยาบาล สังกัดกระทรวงสาธารณสุข และในสังกัดกระทรวงกลาโหม ได้รับตำแหน่ง และเลื่อนขั้นยศตามขั้นตอนของระบบราชการ การศึกษาต่อเพิ่มเติมจะช่วยให้ เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งได้รวดเร็วขึ้นและสามารถเป็นถึงผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานได้ ในรัฐวิสาหกิจก็เช่นเดียวกัน ส่วนในโรงพยาบาลภาคเอกชนนั้นขึ้นอยู่กับโครงสร้าง  การบริหารงานขององค์กรหรือสามารถทำธุรกิจส่วนตัวได้ คือเป็นเจ้าของสถานพยาบาล สถานดูแลเด็กอ่อน เด็กก่อนวัยเรียน และผู้สูงอายุ หรือศึกษาต่อเพิ่มเติมจนถึงระดับปริญญาเอก


>> อาชีพ : สถาปนิก
โอกาสในการมีงานทำ

ผู้ประกอบอาชีพนี้ได้รวมตัวปรับตนเองเป็นผู้รับทำการซ่อมแซม  ปรับปรุง ดัดแปลงอาคารและบ้านเรือน ให้ทันสมัยและปลอดภัยอยู่เสมอขณะนี้บุคลากรในอาชีพนี้ยังสามารถสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ๆ ที่นิยมทำในปัจจุบัน คือ จัดทำแบบจำลองหรือโมเด็ลเป็นรูปอาคารต่างๆ ทั้งในประเทศและทั่วโลกให้ลูกค้าเนื่องใน โอกาสต่างๆ    ถ้ามีความริเริ่มสร้างสรรค์ในการออกแบบสินค้าเฉพาะและนำส่งออกนอกประเทศจะเป็นช่องทางที่ดีช่องทางหนึ่ง ในการขยายหรือผลิตสินค้าใหม่ ปัจจุบันสถาปนิกไทยมีโอกาสเดินทางไปทำงานในต่างประเทศมากขึ้น

โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพนี้
อนาคตความก้าวหน้าของคนที่ประกอบอาชีพนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และ ความชำนาญในงานเป็นสำคัญโดยมีหลักประกันอยู่ที่ฝีมือและผลงาน ผู้ที่ทำงานใน ภาครัฐจะได้รับการเลื่อนขั้นตามความสามารถถ้าได้รับการศึกษาต่อหรืออบรมหลัก สูตรต่างๆเพิ่มเติมอาจได้เป็นผู้อำนวยการของหน่วยเองที่สังกัดอยู่ ในภาคเอกชน อาจได้เป็นผู้จัดการหรือผู้ดูแลโครงการก่อสร้างหรือเป็นเจ้าของกิจการก็ได้


>> อาชีพ : ช่างสำรวจ Surveyor
โอกาสในการมีงานทำ
สำหรับแหล่งจ้างงานช่างสำรวจโดยทั่วไป ได้แก่ สถานประกอบกิจการอุตสาหกรรม หรือหน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจ ถึงแม้ว่าภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังประสบปัญหาอยู่ทำให้การลงทุนเพื่อขยายตัวในภาคอุตสาหกรรมชะงักไป แต่ความต้องการแรงงานทางด้านช่างสำรวจยังคงมีอยู่และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากยังมีงานที่ต้องการช่างสำรวจอีกมาก เช่น โครงการสร้างถนน หรือสาธารณูปโภคอื่นๆ รวมทั้งงานการก่อสร้างอาคารต่างๆ ที่ต่อเนื่องมาจากการชะงักในช่วงภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ
       เมื่อภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นกว่านี้ ภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาจะกลับฟื้นตัว และขยายการลงทุนขึ้นอีก ฉะนั้น งานช่างสำรวจก็ยิ่งกลับมาเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานอีกมากขึ้นตามอัตราการขยายตัวของสถานประกอบกิจการอุตสาหกรรม

โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
ผู้ประกอบอาชีพช่างสำรวจที่มีประสบการณ์และความชำนาญ จะได้รับการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปจนถึงระดับหัวหน้างาน และสำหรับผู้ที่สนใจที่จะศึกษาต่อเพื่อปรับ วิทยฐานะให้สูงขึ้น เพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพต่อไป มีแนวทางในการศึกษาต่อ ดังนี้
       ผู้สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) ศึกษาต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หลักสูตร 2 ปี ประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรม หรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องในสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา หรือสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล หรือวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือหรือ ระดับปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมโยธาสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล หรือสถานศึกษาสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นต้น
       ผู้สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ศึกษาต่อ ระดับปริญญาตรี ต่อเนื่อง 3-4 ปีครึ่ง สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ หรือสถานศึกษาสังกัดสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล หรือระดับปริญญาตรีต่อเนื่อง 2-3 ปี สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ ในสถานศึกษาสังกัดสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล

>> อาชีพ : นักบัญชี
โอกาสในการมีงานทำ

ในการดำเนินธุรกิจส่วนใหญ่จะต้องมีพนักงานบัญชีทำงานด้านบัญชี ปัจจุบันการดำเนินธุรกิจได้เจริญก้าวหน้าและขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า อาชีพพนักงานบัญชียัง คงเป็นที่ต้องการทั้งในหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือธุรกิจส่วนตัว 
ผู้สำเร็จการศึกษาทางด้านบัญชีสามารถที่จะประกอบอาชีพในหน่วยงานต่างๆ ได้หลายแห่งทั้งที่เป็นหน่วยงานของราชการ และเอกชน นอกจากนี้ยังสามารถที่จะรับงานบัญชีไปทำที่บ้านได้ และเมื่อพนักงานบัญชีทำงานจนมีความพร้อมและมีคุณสมบัติตามที่คณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพสอบบัญชี (กบช.) กำหนดไว้ก็มีสิทธิที่จะสอบเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาตได้

โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
พนักงานบัญชีที่ได้รับการอบรมเกี่ยวกับงานบัญชี และมีประสบการณ์สามารถที่จะสอบเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาตสามารถที่จะรับงานตรวจสอบบัญชีเป็นอาชีพอิสสระได้ หรือพนักงานบัญชีที่มีความสามารถในงานบริหารจัดการสามารถที่จะเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ทำบัญชี สมุห์บัญชี ผู้ตรวจสอบภายในองค์กรนั้นได้


>> อาชีพ : ทันตแพทย์
โอกาสในการมีงานทำ
ผู้ที่สำเร็จการศึกษาทางทันตแพทย์หากมีความขยันอุตสาหะจะไม่มีการตกงาน เนื่องจาก นอกเหนือจากการเข้าทำงานในโรงพยาบาลของรัฐบาลหรือเอกชนแล้ว ยังสามารถประกอบอาชีพส่วนตัวด้วยการเปิดคลีนิครักษาโรคฟันได้ ซึ่งการรักษาฟันรวมถึงการทำศัลยกรรมฟัน เช่น ทำเขี้ยว และอื่นๆ กำลังเป็นที่นิยมของประชาชนทั่วไปกันมากขึ้น

โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
ผู้สำเร็จการศึกษาจะต้องใช้ทุนให้กับรัฐบาลในสายงานที่เรียนมา โดยประจำอยู่ในโรงพยาบาล ของรัฐ หรือสถานพยาบาล ศูนย์อนามัยของกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ ของกระทรวงสาธารณสุขเป็นเวลา 2 ปี เมื่อใช้ทุนแล้วจะทำงานประจำต่อในหน่วยงานของรัฐ หรืออาจจะไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก หรือเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย หรือประกอบอาชีพอิสระโดยตั้งคลีนิครักษาเป็นส่วนตัวและทำงานในโรงพยาบาลเอกชนก็ได้ ถ้ารับราชการต่อไปก็จะได้รับการเลื่อนขั้น และเลื่อนตำแหน่งตามระเบียบของทางราชการ เช่น เป็นหัวหน้าภาควิชา เป็นต้น


>> อาชีพ : แพทย์
โอกาสในการมีงานทำ

อาชีพแพทย์ถือว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติ และเป็นอาชีพที่มีการเสียสละสูง สามารถรับราชการโดยทำงานในโรงพยาบาล สถานพยาบาล สถานีอนามัยหรือหน่วยงานการแพทย์ของกระทรวง ทบวง กรมที่ จัดขึ้นเพื่อบริการประชาชนและเจ้าหน้าที่ หรือทำงานในโรงพยาบาลเอกชนนอกจากนี้ ยังสามารถทำรายได้พิเศษด้วยการเปิดคลีนิคส่วนตัวเพื่อรับรักษาคนไข้นอกเวลาทำงานประจำได้อีก แนวโน้มของตลาดแรงงานสำหรับอาชีพนี้ยังคงมีอยู่ ดังนั้นแพทย์สามารถหางานทำได้ง่าย เนื่องจากประเทศไทยยังขาดแคลนแพทย์อยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในต่างจังหวัด และชนบทที่ห่างไกลจากความเจริญในตัวเมือง

โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
ผู้ประกอบอาชีพแพทย์ ที่มีความชำนาญ และประสบการณ์ จะได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง จนถึงระดับผู้บริหาร หากมีความสามารถในการ บริหาร หรืออาจประกอบธุรกิจส่วนตัวโดยเปิดคลีนิกรับรักษาคนไข้ทั่วไป นอกเวลาทำงานเป็นรายได้พิเศษ สำหรับผู้ที่มีความชำนาญและมีทีมงานที่มีความสามารถ รวมทั้งมีเงินทุนจำนวนมากก็สามารถ เปิดโรงพยาบาลได้  แพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทาง อาจได้รับการว่าจ้างให้ไปทำงานในโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลหลายแห่ง ทำให้ได้รับรายได้มากขึ้น

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

10 อันดับของคำอังกฤษ ที่มักออกเสียงผิดบ่อยๆ
คุณเคยบ้างมั้ย... ที่พยายามออกเสียงคำไหนแต่ไม่เคยออกเสียงได้ถูกต้องซักที? ศัพท์ภาษาอังกฤษหลายคำเป็นที่ยอมรับว่าออกเสียงได้ยากมาก ตัวอย่างคำศัพท์ต่อไปนี้เป็นที่ขึ้นชื่อว่าออกเสียงยากที่สุด

1. clothes
อักษร e ไม่ออกเสียง


2. February
คุณต้องออกเสียงอักษรrทั้งสองตัว: เฟ็บ-รู-อา-หรี่ ไม่ใช่ เฟ็บ-ยู-อา-หรี่


3. athlete
คำนี้มีแค่สองพยางค์เท่านั้น: แอ๊ธ-หลีท ไม่ใช่ แอ๊ธ-อะ-หลีท


4. probably
คำนี้ต้องออกเสียงสามพยางค์: พร้อบ-อะ-บลี่ ไม่ใช่ พร้า-หลี่ หรือ พร้อบ-บลี่


5. colleague
อย่าออกเสียง ue


6. espresso
คำนี้ไม่มีเสียงx: เอ้ส-เพร้ส-โส่ ไม่ใช่ เอ๊กซ-เพร้ส-โส่


7.Wednesday
อักษร dไม่ออกเสียง


8. escape
คำนี้ไม่มีเสียงอักษรx : เอ่ส-เค้พ ไม่ใช่ เอ๊กซ-เข่พ


9. library
คำนี้ต้องออกเสียงอักษร rทั้งสองครั้ง: ไล้-แบร่-หรี่ไม่ใช่ ไล้-แบ-หรี่


10. picture
นี่เป็นคำที่ออกเสียงกันผิดบ่อยที่สุด ที่ถูกต้องควรอ่านว่าพิก-เจ่อร์ ไม่ใช่ พิด-เจ่อร์
IPHONE 5S มาในหลาบเฉดสี


นักวิเคราะห์ Brian White แห่ง Topeka Capital Markets ได้คะเนสถาณการณ์ของไอโฟนในรุ่นถัดไปคือ iPhone 5S ทีน่าจะเปิดตัวราวกลางปีนี้ว่า แอปเปิลเลือกที่จะขยายทางเลือกด้านดีไซน์ให้กับผู้ใช้มากขึ้นด้วยการเพิ่มเฉดสีในไอโฟน 5เอส
นอกจากขนาดหน้าจอที่จะเปลี่ยนไปแล้ว บอดี้ก็จะมีให้เลือกกันอีกถึง 5 เฉดสี ทั้ง ชมพู เหลือง น้ำเงิน ขาว และดำ ตามข่าวลือซึ่งหากวัดกันตามยอดจำหน่ายของไอโฟน 5 ที่ไม่ค่อยพุ่งตามคาดแล้ว แอปเปิลก็คงต้องกลยุทธ์มาดึงดูดใจลูกค้าด้านอื่นบ้าง อะไรบ้าง อ่ะนะ!!
 
10 ประเทศที่ทำศัลยกรรม





เคยเห็นยัง? ลิงต้นกำเนิด "ตุ๊กตาเฟอร์บี้" และลิงจิ๋วเท่านิ้วคน
  วัสดีค่ะน้องๆ... ถ้าเอ่ยถึง "ลิง" ในประเทศไทย ที่ขึ้นชื่อที่สุดคงอยู่ที่ จ.ลพบุรี เพราะมีลิงอยู่เยอะมาก แต่จังหวัดอื่นๆ ก็ไม่น้อยหน้านะคะ ทั้งมีเยอะแล้วก็ดุด้วย และยิ่งตามสถานที่ท่องเที่ยว ลิงเดินป้วนเปี้ยนจนแยกไม่ออกว่าไหนลิงไหนคนเลยค่ะ 5555

"ลิง" เป็นสัตว์ที่อยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง(Chordata) และเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในเมืองไทยเองก็มีลิงอยู่หลายสายพันธุ์ เช่น ลิงเสน ลิงกัง ลิงวอก ลิงแสม โดยเฉพาะลิงแสม(ลิงที่หางยาวๆ)มีอยู่เป็นจำนวนมาก เจอได้บ่อยเลยค่ะ ส่วนจำพวกอุรังอุตัง ลิงชิมแปนซีก็ไปหาดูได้ที่สวนสัตว์ หลายคนอาจคิดว่าสายพันธุ์ของลิงน่าจะมีเพียงเท่านี้ แต่คิดผิดแล้วค่ะ บนโลกใบนี้ยังมีลิงอีกหลายชนิดที่น้องๆ ยังไม่รู้จัก บ้างก็หน้าตาประหลาด บ้างก็ใกล้สูญพันธุ์เต็มที

แต่ลิงที่พี่มิ้นท์จะพามารู้จักในวันนี้ รับรองว่าแค่น้องๆ รู้จัก "ตุ๊กตาเฟอร์บี้" ก็เท่ากับเคยเห็นลิงชนิดนี้แล้ว 50% เพราะมันเป็นต้นกำเนิดของเจ้าเฟอร์บี้สุดฮิตนั่นเอง (เชื่อว่าหลายคนคงเข้าใจผิดมานานคิดว่ามันคือนกฮูกใช่มั้ยล่ะ ฮ่าๆ) ส่วนอีก 50% ไปทำความรู้จักกับเจ้าลิงชนิดนี้กันต่อเลยค่ะ
  ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซีย ถูกพบที่เทือกเขารอคาทิมโบ ในประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี ค.ศ.2008 ซึ่งเป็นการค้นพบครั้งใหม่หลังจากที่ก่อนหน้านี้เชื่อกันไปว่ามันสูญพันธุ์ไปแล้ว ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียเป็นลิงที่มีขนาดเล็ก ความยาวลำตัวประมาณ 4-5 นิ้ว ขนสีน้ำตาลแดง สำหรับลักษณะเด่นของปิ๊กมี่ทาร์เซียที่เห็นได้ชัด คือ มันจะมีดวงตาขนาดใหญ่มาก โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 16 มิลลิเมตรเลยทีเดียว มองๆ ดูแล้วเหมือนลูกกะตาจะใหญ่กว่าหน้าอีกนะ

ธรรมชาติของมันส่วนใหญ่จะอยู่บนต้นไม้ นอนตอนกลางวัน โดยจะนอนในท่าเกาะต้นไม้คล้ายๆ หมีโคล่า ส่วนเวลาดีที่ออกหากินคือ ตอนกลางคืน ซึ่งจะกินจำพวกแมลงหรือสัตว์เล็กๆ เป็นอาหาร เช่น นก งู เป็นต้นค่ะ

   และระหว่างที่มิ้นท์หาข้อมูลเรื่องลิงจิ๋วปิ๊กมี่ทาร์เซียอยู่ ก็ไปเจอลิงอีกสายพันธุ์นึง คือ ปิ๊กมี่มาร์โมเสท มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะลิงชนิดนี้ได้ชื่อว่าเป็นลิงสุดจิ๋ว ตัวเล็กที่สุดในโลก ส่วนจะเล็กขนาดไหน ไปดูโพรไฟล์ของเจ้าตัวนี้กันเลยค่ะ
 ลิงมาร์โมเสท สายพันธุ์ปิ๊กมี่ จัดได้ว่าเป็นลิงที่ตัวเล็กที่สุดในโลก น้ำหนักทั้งตัวตอนโตแค่ 4 ออนซ์ ความยาวตัว(ไม่รวมหาง) ประมาณ 5 นิ้วหรือประมาณ 13 เซนติเมตรเท่านั้นเอง เรียกว่าตัวเล็กมากๆ ซึ่งถ้าเทียบกับนิ้วมือของคนแล้ว เจ้าลิงตัวนี้ก็มีขนาดเท่านิ้วมือของเรา เลยได้รับการขนามนามไปว่าเป็นลิงนิ้วมือ รวมถึงมีชื่ออื่นๆ อีก เช่น ลิงกระเป๋า
   ลักษณะของลิงมาร์โมเสทมีขนสีเทาหรือน้ำตาลอ่อน ส่วนที่ขาของมันจะมีเล็บแหลมไว้สำหรับเกาะกิ่งไม้ ช่วยให้มันเคลื่อนที่ได้เร็วด้วยล่ะค่ะ

แหล่งที่อยู่ของมัน พบได้ในป่าฝนในแถบประเทศโคลัมเบีย เอกวาดอร์ เปรูและบราซิลค่ะ เห็นตัวแค่นี้มันสามารถกระโดดได้ถึง 5 เมตรและปีนป่ายได้เหมือนกระรอกเลยค่ะ วิถีชีวิตของมันเมื่ออยู่ในป่าก็จะกินน้ำและยางจากต้นไม้ รวมไปถึงพวกแมลงอย่างเช่นตั๊กแตนด้วย ลิงมาร์โมเสทจะสื่อสารกันด้วยวิธีการส่งสัญญาณเสียง เช่น ทำเสียงแหลมๆ คล้ายๆ หนูร้อง หรือเสียงผิวปาก ไว้เรียกหรือติดต่อกันในกลุ่มเวลามีเหตุอันตราย ซึ่งมนุษย์จะไม่ได้ยินเสียงนี้

  ปกติแล้วในประเทศไทยคนเลี้ยงลิงก็มีนะคะ แต่มักจะเลี้ยงไว้ทำงาน เช่น เก็บมะพร้าวหรือเลี้ยงไว้เแสดงโชว์ แต่สำหรับมาร์โมเสทแล้ว จะให้เลี้ยงไว้ทำงานคงไม่ไหวแน่ๆ ดังนั้นจึงนิยมเอามาเลี้ยงไว้เป็นสัตว์เลี้ยง แต่พอดูราคาแล้วพี่มิ้นท์โบกมือบ๊ายบายคนแรกเลย เพราะตัวนึงตกประมาณ 100,000 บาทขึ้นไปหรือแล้วแต่สายพันธุ์ (ธรรมดาไก่กาซะที่ไหนล่ะ) ที่ราคาแพงขนาดนี้เพราะว่าใน 1 ครอกที่มันออกลูก มีได้แค่ 1-3 ตัวเท่านั้น แต่ถ้าจะให้ลูกออกมาแข็งแรงจริงๆ ต้องไม่เกินครอกละ 2 ตัว

ซึ่งในปัจจุบันก็มีผู้ที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าจำหน่ายอย่างถูกกฎหมายด้วย แต่คนที่ลักลอบนำเข้ามาก็มีอยู่เยอะเหมือนกันค่ะ ว่าแต่ว่าน้องๆ จะกล้าซื้อเจ้าจ๋อตัวจิ๋วมาเลี้ยงมั้ยคะ?
ระวัง!! เสพติดสมาร์ทโฟนมากๆ ความคิดสร้างสรรค์เดี้ยง!!
วัสดีค่าน้องๆ.... ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้สังเกตเพื่อนๆ กันบ้างรึป่าวว่าตอนอยู่ในห้องเรียนมีอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง ไม่ได้หมายถึงรูปร่างหน้าตานะ แต่หมายถึงพฤติกรรมเมื่ออยู่ในห้องเรียน เช่น พก Smart phone มาเล่นในห้อง ตั้งใจเรียนน้อยลง การบ้านไม่ทำ ฯลฯ

จั่วหัวมาแบบนี้ แน่นอนว่าวันนี้พี่มิ้นท์มาพูดถึงพฤติกรรมติดมือถือหรือสมาร์ทโฟนของน้องๆ ค่ะ ซึ่งปัจจุบันอะไรๆ เปลี่ยนไปมาก น้องๆ มีมือถือสมาร์ทโฟนกันทุกคน ทำให้เล่นโซเชียลเน็ตเวิร์คกันแบบไม่ลืมหูลืมตา เผลอเป็นจิ้มๆๆ หน้าจอ ไม่เผลอก็จิ้มๆๆ อยู่ดี จนคุณครูปลงกันเลย ซึ่งต่างจากสมัยก่อนมากเพราะไม่มีมือถือก็เลยได้แต่นั่งเม้าท์ทั้งวันแทน แหะๆ

ปัญหานี้ไม่ได้มีแค่ไทยแลนด์แดนสมายของเราหรอกค่ะ เมืองนอกเค้าก็เป็นกัน โดยเฉพาะประเทศอิสราเอลที่เมื่อไม่นานมานี้ก็มีข่าวว่าบรรดาครูออกมาบ่นกันเป็นแถวว่าเด็กประเทศเค้าติดมือถือกันหนัก ทั้งเล่นเน็ต ฟังเพลง ถ่ายรูป กินเวลาเกือบ 60% ของชั่วโมงเรียน ถ้าเรียนชั่วโมงนึงก็เล่นกันเกินครึ่งชั่วโมงเลยนะเนี่ย!! น้องๆ ชาว Dek-D.com เล่นกันขนาดนี้รึป่าวนี่

ซึ่งการเล่นมือถือในห้องเรียนเป็นโทษอยู่แล้ว ถ้ามองปัญหาแบบผิวเผินที่สุด คือ ทำให้เสียสมาธิ ไม่ใช่สิ!! ทำให้น้องๆ ไม่มีสมาธิเรียนเลยต่างหาก เพราะมัวแต่จ้องมือถือ และให้ความสนใจกับข้อมูลในมือถือมากกว่า บางคนเล่นเกมอยู่ รอเพื่อนส่งหัวใจ ส่งแครรอทมา พอได้แล้วก็เล่นเกมต่อไม่เป็นอันเรียน บางคนอ้างว่าถึงตาจะดูมือถือ แต่หูหนูก็ฟังคุณครูสอนนะ แถมขึ้นมาจดเป็นระยะๆ อีกด้วย ตรงนี้พี่มิ้นท์มั่นใจว่าการทำกิจกรรมที่ใช้สมาธิ 2-3 อย่างในเวลาเดียวกันไม่มีทางที่ผลออกมาแน่นอน อย่างน้อยการฟังไปพร้อมๆ กับเล่นเกมก็ทำให้ประสิทธิภาพในการจับใจความลดลงอยู่แล้ว สุดท้ายปลายเทอม เกรดของเราอาจร่วงไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก เฮือกกกกกกกก.....

นอกจากนี้การเล่นสมาร์ทโฟนนานๆ ยังส่งผลต่อการทำงานของสมองด้วย ทำให้อ่อนล้า คิดอะไรไม่ออก ย้ำคิดย้ำทำและสมาธิสั้น ลองสำรวจตัวเองง่ายๆ หลังจากที่ปิดมือถือไปแล้วเราอยู่ได้นานกี่นาที บางคนบอกว่าพี่คะ! ไม่ถึงนาทีหนูก็เปิดมันขึ้นมาอีกแล้ว ทั้งๆ ที่เปิดมาก็ไม่มีอะไรอัพเดทด้วยซ้ำ หลังจากนั้นก็ปิดมันต่อ และอีกแป๊บเดียวก็เปิดมันขึ้นมาใหม่ สภาพแบบนี้ไม่ใช่แค่ติดมือถือนะคะ ยังเรียกว่าสมาธิสั้นอีกด้วย (ไปละ สมงสมอง ><)

ใครที่ไม่อยากมีสภาพแบบที่พี่มิ้นท์พูดมา ลองลดเวลาในการอยู่กับสมาร์ทโฟนให้น้อยลง ให้มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้นแล้วยังช่วยเพิ่มพลังสมองได้ถึง 50% เลยทีเดียวค่ะ ซึ่งทีมนักจิตวิทยา มหาวิทยาลัยยูทาฮ์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้วิจัยออกมาแล้วว่าการพักผ่อน โดยตัดขาดออกจากอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิด ทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ค สามารถกระตุ้นและพื้นให้สมองกลับมามีพลังได้ โดยเฉพาะด้านความคิดสร้างสรรค์และการแก้ไขปัญหา ซึ่งเพิ่มพลังได้ถึง 50% เลย ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการตัดขาดจากโลกภายนอกทำให้ไม่ต้องรับรู้ความเคลื่อนไหวของคนอื่นๆ ซึ่งเรื่องบางเรื่องรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรขึ้นมา

อ่านมาถึงตรงนี้น้องๆ หลายคนคงสะดุ้งโหยง ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีผลวิจัยที่จี้ใจดำขนาดนี้ ฮ่าๆ เอาเป็นว่าถ้าน้องๆ ใช้สมาร์ทโฟนไปในทางที่มีประโยชน์ มันก็จะให้คุณประโยชน์กับตัวเราค่ะพี่มิ้นท์มั่นใจ^^ ในทางตรงกันข้ามถ้าใช้จนเกินพอดี เล่นทั้งวัน งานไม่ทำ หนังสือไม่อ่านสอบ ย่อมเกิดโทษกับตัวเราแน่ๆ และหนักกว่านั้น คุณครูและพ่อแม่จะเอือมระอากับพฤติกรรมเราด้วยนะคะ
ดังนั้นถ้าไม่อยากให้เกรดหด สอบตก ครูดุ ความคิดสร้างสรรค์จมดิ่ง ลองออกจากโลกเสมือนมาอยู่ในโลกแห่งความจริง ตั้งใจเรียนในห้องให้เต็มที่ จะได้มีเรื่องดีๆ ไว้อวดคุณพ่อคุณแม่ไง ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขอซาวด์เสียงชาว
Dek-D กันหน่อยว่าเสพติดสมาร์ทโฟนกันหรือเปล่า

เทคนิคการสอบสัมภาษณ์


เทคนิคการสอบสัมภาษณ์
เนื่องจากสมัยนี้มหาวิทยาลัยเน้นการรับตรง โควตาเป็นจำมากดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสอบสัมภาษณ์ บางคนสอบวิชาการขอให้บอกทำได้สบาย แต่พอสอบสัมภาษณ์กลับตกม้าตาย
การเตรียมตัวก่อนสัมภาษณ์
มีคำกว่าว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ดังนั้นเอง เราจะต้องเตรียมหาข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย คณะที่เราจะเลือก รวมไปถึงความรู้รอบตัวทั่วไปที่เกี่ยวกับสาขาวิชานั้นๆ
การแต่งกาย
อันนี้เป็นสิ่งที่เรามองข้ามไปไม่ได้เลย เราควรจะต้องแต่งตัวให้ถูกระบียบทุกประการ เสื้อผ้าไม่จำเป็นต้ิองใหม่แต่ต้องสะอาด ไม่ยับยู่ยี่ สำหรับผู้ชายวันนั้นขอแนะนำให้ตัดผมสั้นหน่อยก็ดี ผู้หญิงก็มัดรวบผมให้เรียบร้อย ไม่จำเป็นต้องวงเเว๊กขัดเงาต่างๆ สำหรับคุณน้องผู้หญิงพวกเครื่องประดับ สร้อยแหวน ข้อมือ ต่างเป็นไปได้ถอดให้หมด น้ำหอมก็ไส่แต่พองาม ใส่มากไปจากหมอจะกลายเป็นฉุน สำหรับเรื่องแต่งหน้าเเปะแป้งธรรมดาก็ไป ไม่ต้องเขียนขนตา ทาปากเหมือนกับไปเที่ยวสยามนะครับอิอิ
ควรเตรียมอะไรไปบ้าง
เราควรจะเตรียมเอกสารทั้งหมดก่อนวันสัมภาษณ์นะครับ ไม่ใช่ไปเตรียมตอนรุ่งเช้าแบบนี้จะยุ่งมากทำให้เราไปสายได้ การเตรียมเอกสารก็ควรหาเเฟ้มที่มีหลายช่องเพื่อจะได้แยกเอกสารแต่ละชนิด จะได้หาได้ง่ายเวลานำออกมาใช้ รูปถ่าย gpa หลักฐานต่างๆ รวมทั้ง ปากกาและก็ที่ลบคำผิด จะได้ไม่ต้องยืมคนอื่นเหมือนตอนอยู่โรงเรียนนะ 555
คืนก่อนสัมภาษณ์
ก็ตามสูตร ดื่มวีต้าแล้วไปนอนซะแล้วก็รีบนอน ( หลายคนระวังตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ ก็พยายามนับเเกะเอานะครับ ) โดยพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจี๊ดจ๊าดต่างๆ ตั้งแต่ก่อนวันสัมภาษณ์ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา โจรโผกผ้าเหลืองบุก ( ท้องเสีย) ถ้ามีสัมภาษณ์ตอนประมาณช่วงเช้ายังไงก็ควรกินอาหารเช้าด้วยนะครับเพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้องและเลี่ยงปัญญาท้องร้องตอนสัมภาษณ์ = = สำหรับอาหารก็ควรทานอาหารจำพวกย่อยง่าย เช่นโจ๊ก งดอาหารพวกนมและของมันและครื่องดื่มจำพวกน้ำอัดลมเพราะจะทำให้ท้องอืดและมีอาการเรอได้ และควรเขี้ยวอาหารให้ระเอียด (ท่าทางจะแนะนำอาหารละเอียดเกินไป)
เดินทางไปถึงที่สัมภาษณ์
ต้องหาข้อมูลให้ชัดเจน และต้องแน่ใจว่าเขานัดสัมภาษณ์ที่ใด ถ้าไม่แน่ใจให้เดินทาง ไปดูล่วงหน้าก่อน แต่ที่ดีที่สุดควรเดินทางไปถึงที่สัมภาษณ์ล่วงหน้าประมาณสัก 15 นาที จะทำให้เรามีสมาธิ และมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น แต่ถ้าไปถึงล่วงหน้าเป็นชั่วโมง ก็ดีแต่อาจจะทำให้คุณรอนานอาจเกิดความหงุดหงิด เสียสมาธิได้ และควรไปคนเดียว ถ้าไม่จำเป็นอย่าพาผู้อื่นไปด้วยเยอะจะทำให้เราพะวง เห็นหลายคนยังไปปิกนิกเล่นพามาทั้งครอบครัว กำลังใจเพียบ 5555 ครอบครัวเรามันช่างอบอุ่นอะไรเช่นนี้ อ๋อแล้วอีกอย่างผู้ติดตามก็ควรแต่งกายสุภาพด้วยนะครับ
นั่งรอสัมภาษณ์
ช่วงก็พยายามทำใจให้สบาย นึกถึกพ่อเเก้วแม่เเก้วไว้ อย่าทำหน้าเหมือนไม่ได้อึมาหลายวันหละ และก็ควรจะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ด้วยการทบทวนความรู้รอบตัวต่างๆ ถ้าได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ก็ควรพูดคุยด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มสดใส อ๋อระหว่างนั่งรอก็นั่งให้มันเรียบร้อยหน่อยครับ อย่ากระดิกเท้า นั่งถ่างขา นั่งยืดขา แขะขีมูกด้วย 555 อ๋อก่อนเข้าห้องอย่าลืมปิดมือถือให้เรียบร้อย = =
เมื่อถูกเรียกตัวเข้าสัมภาษณ์
ก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ลองหายใจลึก ๆ แต่อย่ามากอาจหน้ามืดก่อน (และก็ควรบอกกับตัวเอง เรายอด เราเยี่ยม เราทำได้ สร้างขวัญและกำลังใจ ห้ามคิดเด็ดขาดว่าตัวเองจะทำไม่ได้ ok ) และก็เดินลุกอย่างสง่างามเขาไปที่สัมภาษณ์ ถ้ามีประตูควร เคาะ ประตู เสียก่อน ตามมารยาท ยกมือวันทาด้วยท่าทางสุภาพ ควรไหว้ประธานหรือผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดเพียงผู้เดียวถ้านั่งอยู่หลายคน โดยทั่วไปมัก นั่ง ตรงกลาง เรื่องนี้ ใช้ไหวพริบเองก็แล้วกัน อย่าเพิ่งนั่งจนกว่าจะได้รับอนุญาต หรือ คำเชิญจากผู้สัมภาษณ์ แต่ถ้รู้สึกว่าลมมันเย็นหรือยืนนานเกินไปแล้วผมว่าเราอณุญาตินั่งก็ได้ กล่าวขอบคุณครับ แล้วเราก็นั่งให้หัวใจเต้นเบาลง ตั้งสติก่อนสตารท์เอ๋ยก่อนสัมภาษณ์ พอนั่งแล้วก็จัดวางตัวเองอยู่ในที่เรียบร้อย หลังห้ามงอ หน้ามองตรง และที่สำคัญ ยิ้มสยาม
การวางตัวในขณะสัมภาษณ์
ทำหน้ายิ้มไว้ สบสายตาผู้สัมภาษณ์มีหลายคนชอบมองเพดานหรือมองหาเศษเหรียญตามพื้นถ้าโชคดีอาจจะได้เจอแบงค์พันก็ได้ 555 ถ้าคนสัมภาษณ์มีหลายคนก็ควรแจกจ่ายสายตาให้ทั่วถึงด้วยแต่ก็เน้นไปที่คนใหญ่คนโต ควรนั่งในท่าสุภาพ ไม่เกร็ง วางแขนไว้ที่ตัก อย่าสั่นขา การตอบคำถามควรลงท้ายด้วย "ครับ", "ค่ะ" เสมอ ไม่ควรตอบเฉพาะคำถามห้วนๆ ไม่ควรพูดสอดแทรกในขณะที่ผู้สัมภาษณ์กำลังพูด ถ้าอาจารย์เกิดแนะนำตัวเองด้วยการบอกชื่อขึ้นมาน้องควรจะจำให้ได้ แล้วต่อไปก็ต้องเรียกชื่อของอาจารย์ ( ส่วนใหญ่คนสัมภาษณ์จะไม่ค่อยบอกชื่อตัวเอง ถามชื่อคนอื่นไม่บอกชื่อตัวเอง ไม่มีมารยาทเลยเนอะ ฮาฮา )
การตอบคำถาม
จงตอบคำถามด้วยความมั่นใจ ฉะฉาน พูดให้เป็นธรรมชาติด้วยเสียงที่พอเหมาะอย่าค่อย หรือดังเกินไป จงพูดเท่าที่จำเป็นอย่าคุยโม้โอ้อวด หรือถ่อมตนมากเกินไป ห้ามพาดพิงให้ร้ายพูดถึงคนอื่นในแง่ลบ จงพูดในสิ่งที่เป็นความจริงและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคำถามและเป็นประโยชน์ สำหรับคุณให้มากที่สุด ดังนั้นเราก็ควรจะฝึกพูดกับตัวเองหรือหน้ากระจกด้วยนะครับ เพื่อจะได้ไม่ประม่า และก็หลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์เฉาพกลุ่มต่างๆนานา เช่น มันเริ๋ดจริง ด๋อย เกรียน สมัยนี้คงไม่มีใช้คำว่าจ๋าบละมั้งสมัยก่อนฮิตกันมาก = = แล้วอีกอย่างคือห้ามเถียง ถึงเถียงชนะแต่เราก็อาจจะสอบไม่ติดได้ = = การตอบคำถามทุกคำถามควรจะพูดความจริง เพราะว่าคนสัมภาษณ์เขามีประสบการณ์เ้ยอะ ( ก็อายุเยอะแล้ว ) ดังนั้นถามถ้าเราโกหกอะไรไปพวกเขาจะจับผิดได้ 99% ยกเว้นน้องจะมีความวชาญพิเศษในด้านก็ตามแต่ก็ไม่ควรจะเสี่ยง
คำถามยอดฮิต
1. เล่าประวัติแบบย่อ ๆของคุณให้ฟังหน่อยครับ / แนะนำตัวให้กรรมการฟังหน่อยครับ ถามมาแบบนี้ จะถามทำไม ก้อดูเอาในประวัติสิคับ-----อย่าตอบไปเด็ดขาดเลยนะ เหอๆ (คิดในใจก้อพอ) ที่เค้าถามน่ะเพื่อดูภาพรวม, การแสดงความคิดเห็นของตนเอง ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องง่าย เราก็ควรจะจัดลำดับคำตอบให้ดีนะ เรื่องของตัวเอง Present ให้เต็มที่เลย แต่ทว่า อย่าไปพูดวกไปวนมา หรือยืดยาวจนเกินไปนะ!!!! แนวๆประมาณ ชื่อ.....ชื่อเล่น.....มาจากรร.ไร.....ความสามารถพิเศษ.....หรืออย่างอื่นที่เราคิดว่าเป็นจุดเด่นของตนเองประมาณเนี้ยยย ดังนั้นควนจะฝึกมาตั้งแต่ที่บ้านนะครับ
2.เหตุผล ทำไมๆๆ ถึงเลือกเรียนที่นี่ สาขานี้ ในการตอบนั้น แต่ละคนอาจจะมีลักษณะคำตอบที่แตกต่างกัน แนวทางของคำตอบนั้น พยายามตอบเป็นกลางๆ คือไม่ได้ฟังดูดีมาก หรือห้วนจนเกินไป เพื่อความเป็นธรรมชาติ และไม่ดูเป็นสคริปต์มากนัก และที่สำคัญ ควรตอบคำถามทุกคำถามด้วยถ้อยคำชัดเจนและสุภาพ เพื่อแสดงความมั่นใจในตัวเองและความเคารพต่อกรรมการ
3. วิชาที่ชอบและไม่ชอบ
4. อาชีพในฝัน
5. ถ้าไม่ได้เรียนที่นี่ในคณะนี้ จะเรียนที่ไหน
6. ถ้าเรียนแล้วรู้ตัวว่าคณะนี้ไม่ใช่จะทำอย่างไร ( ตอบยากมาก )
7. เรียนหนักนะจะไหวหรอ บอกไปเลยว่าจะพยายามให้ดีที่สุดถ้าได้โอกาศเข้าเรียน อย่าโม้เช่นว่า อย่างผมนะเก่งอยู่แล้วไม่มีอะไรยากสำหรับผม 55
8. ถ้าอาจารย์ถามถึงข้อเสียของเรา เช่นเคยทำอะไรให้พ่อแม่เสียใจบ้าง เคยสร้างวีระกรรมอะไรไว้บ้างก็ ตอบตามความจริง เพราะอาจารย์บางคนจะไล่ถามถ้าเราแต่งเองก็จะจนมุมในที่สุด
เจออาจารย์กวนปราสาท ( Edit1 )
อันนี้หลายคนจะโดนเพราะอาจารย์ต้องการรู้ถึงจิตใจว่าทนต่อแรงเสียดสี กดดันต่างๆได้มั้ย โดยอาจารย์หลายท่านอาจจะทำพูดแล้วแสดงออกทางเสียง รวมถึงหน้าตาด้วย ( ดูแล้วมันก็น่ากืนตวน ยิ่งนัก ) แต่น้องก็เย็นๆไว้นะโยม ถ้าตบะแตกขึ้นมาก็จบเหตุ บางคนคะแนนข้อสอบเทพมากแต่เจออาจารย์แซวนิดแซวหน่อย ฟิวส์ขาด อย่างเช่น เธอคะแนนน้อยมาก ไม่รุ้ฝ่ายพิจารณ์จะเรียก เธอมาสัมภาษณ์ทำไมนิ ( ตูจะรู้หรอ ก็คุณ ก็เรียกมาเองนิ xxx )
คะแนนน้อยแบบนี้เรียนไปก็ซิ่ว เราก็ต้องตอบอย่างใจเย็นว่า ถึงตอนนี้คะแนนน้อย แต่หนูคิดว่าหนูจะพัฒนาได้ดีกว่านี้ หนูจะตั้งใจให้มากขึ้น ขอแค่ได้มีโอกาศสักครั้ง นะคะ
ถ้าพบกับคำถามที่ตอบไม่ได้
จงอย่าอ้างว่าไม่ได้เรียนมาและอย่าแสดงสีหน้าตกอกตกกใจจนเกินเหตุ ( คิดในใจได้ซวยแล้วตู T__T) เขาอาจจะอยากลองดูไหวพริบการแก้ปัญหาของคุณ อันนี้อย่าตอบมั่วเด็ดขาด ยอมรับซะว่าไม่ทราบจริง ๆ และจะไปสืบค้นหาคำตอบภายหลัง ซึ่งแสดงว่าคุณเป็นผู้ใฝ่รู้ (ต้องทำจริง ๆ นะ) อย่าขอเปลี่ยนคำถามหรือขอผู้ช่วยเพราะไม่ใช่เกมโชว์ ( ความจริงมันก็ทำให้การสัมภาษณ์มีสีสันนะครับ แต่จะกลายเป็นตลกไม่ออก เหอะ ๆ )
สุดท้ายเมื่อจบการสัมภาษณ์ ไม่ว่าเราจะตอบได้ดีหรือไม่ดีก็ตามก็ยิ่มหวานๆ ยกมือไหว้ แล้วก็ออกจากห้องอย่าลืมเก็บเก้าอี้ให้เรียบร้อย

ทุกสิ่งที่คุณอยากรู้เกี่ยวกับ Blackberry ตัวใหม่

ประเด็นที่น่าสนใจเช้านี้ก็คือการเปิดตัวสมาร์ทโฟน Blackberry 10 เมื่อคืนนี้ ถ้าคุณพลาดซีรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเอาไว้ให้แล้วค่่ะ


เรื่องแรกที่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือต่อไปนี้จะไม่มีบริษัท RIM (Research In Motion) อีกต่อไป ไม่ใช่เพราะว่าล้มหายตายจากไปหรอกค่ะ แต่ Thorsten Heins ผู้บริหารได้ออกมาประกาศตั้งแต่ตอนเริ่มงานเมื่อวานนี้ว่าได้เปลี่ยนไปใช้ ชื่อบริษัทเป็น BlackBerry แทน ยุบรวมให้เหลือแบรนด์เดียวเพื่อง่ายต่อการทำตลาด ส่วนชื่อในตลาดหลักทรัพย์ก็จะไม่ได้เปลี่ยนทันที ซึ่งจะใช้ตัวย่อ RIMM ไปจนถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์นี้และวันที่ 4 กุมภาพันธ์ถึงจะเปลี่ยนเป็น BBRY
งานนี้มีการเปิดตัวสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฎิบัติการ BB10 2 รุ่นด้วยกันคือ Z10 และ Q10

ตัว Z10 จะเป็นแบบจิ้มจอหน้าตาก็เหมือนกับรูปหลุดที่ออกมาก่อนหน้านี้ มาพร้อมหน้าจอ 4.2 นิ้วความละเอียด 1280 x 768 356PPI (เท่ากับ Lumia 920 ของโนเกีย) มีสองสีคือดำกับขาวให้เลือก ซีพียูดูอัลคอร์ 1.5GHz , แรม 2GB, หน่วยความจำ 16GB  (เพิ่มการ์ด microSD ได้สูงสุด 32GB ), NFC และ LTE กล้องหลัง 8 ล้าน รองรับการถ่ายวิดีโอที่ 1080p กล้องหน้า 2 ล้านสามารถถ่ายวิดีโอได้ ราคาเครื่องแบบติดสัญญา 3 ปีอยู่ที่ 200$ หรือ 6,000 บาท วางจำหน่ายก่อนที่อังกฤษวันนี้เลย ส่วนในแคนาดาจะเริ่มขายวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้ อเมริกาจะวางขายกลางเดือนมีนาคม

ส่วน Q10 จะเป็นรุ่นที่เอกลักษณ์ของ BB ที่มีแป้นพิมพ์ QWERTY ในตัวแต่ทำให้บางลงและเบาขึ้นเมื่อเทียบกับตัวก่อนหน้านี้ มันมาพร้อมกับซีพียู 1.5GHzแรม 2GB หน่วยความจำ 16GB เพิ่ม microSD ได้ หน้าจอ super AMOLED แบบสัมผัสขนาด 3.1 นิ้วที่ความละเอียด 720 x 720 330PPI กล้องหลัง 8 ล้าน กล้องหน้า 2 ล้าน เริ่มวางจำหน่ายเมษายนนี้ และเพื่อป้องกันปัญหา fragmentation ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ความละเอียดหน้าจอของ Z10 และ Q10 จะถูกใช้เป็นมาตรฐานสำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆที่จะออกตามมาในอนาคตข้างหน้า
มาดูเรื่องของซอฟท์แวร์กันบ้างดีกว่าว่า BB10 มีดียังไงบ้าง สิ่งแรกที่น่าสนใจก็คือ BlackBerry Flow สำหรับการใช้งานแบบ Mutitask ที่จะช่วยให้การใช้งานแอพต่างๆได้ง่ายดายและไมมีสะดุด เพียงแค่ปัดหน้าจอไปซ้ายหรือขวาก็เปลี่ยนแอพได้อย่างรวดเร็ว ในหน้าที่เป็น Thumbnail ของแอพที่ย่อก็จะแสดงการทำงานของแอพต่างๆให้เห็นด้วย ต่อมาคือ Blackberry Hub ที่เปรียบเหมือน Notification Center ที่นี่จะเป็นศูนย์รวมต่างๆของการแจ้งเตือนทั้งข้อความ สื่อสังคมออนไลน์ แอพ รายชื่อติดต่อ ปฏิทินซึ่งใช้งานได้ง่ายมากแค่มือเดียวก็เอาอยู่

การพิมพ์

การพิมพ์บน BB10 จะใช้ได้ทั้งการพิมพ์แบบปกติ การลากคำ มีระบบเดาคำและ autocomplete ที่ใช้งานง่ายและช่วยให้พิมพ์เร็วขึ้น สามารถตั้งค่าแป้นพิมพ์ได้ 3 ภาษาที่ใช้งานบ่อยสุด สิ่งที่น่าสนุกของ BB10 ก็คือการลาก คุณสามารถลากนิ้วไปทางซ้ายเพื่อลบคำทั้งหมด ลากนิ้วลงก็จะเป็นการเว้นวรรค ซึ่งช่วยให้พิมพ์สนุกและเร็วขึ้น

BlackBerry Balance

ฟีเจอร์นี้จะช่วยสร้างบัญชีผู้ใช้ระหว่างบัญชีส่วนตัวและที่ทำงานใน เครื่องเดียว ซึ่งสามารถสลับโหมดได้อย่างรวดเร็ว โดยบัญชีที่ทำงานสามารถควบคุมโดย IT manager ที่จะคอย push apps ,อัพเดทข้อมูลต่างๆรวมถึงล้างข้อมูลด้วย การกระทำเหล่านี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อข้อมูลบนบัญชีส่วนตัวของคุณ

BBM

BBM ถือเป็นจุดขายของ BlackBerry ในระบบปฎิบัติการใหม่นี้ มันเพิ่มความสามารถของ video call แถมยังสามารถแชร์หน้าจอ (screen sharing) กับคนที่คุณกำลังแชทอยู่ เอามาใช้แบ่งปันรูปถ่ายหรือพรีเซนเทชั่นก็ได้

BlackBerry Remember

Remember คือแอพใหม่ที่ช่วยให้คุณเซฟอะไรลงไปก็ได้เพื่อช่วยจำ ไม่ว่าจะเป็นหน้าเว็บเพจ, อีเมล, เอกสาร แถมยังเพิ่มข้อความ, กำหนดส่งหรือข้อความเสียงลงไปได้อีก รวมถึงผสมผสานการทำงานเข้ากับ Evernote ด้วย

กล้อง

กล้องของ BB10 มาพร้อมกับฟีเจอร์ชื่อว่า time shift ซึ่งจะช่วยถ่ายภาพภายใน 10 มิลลิวินาทีในช่วงก่อนและหลังถ่ายภาพ มันทำงานร่วมกับระบบจดจำใบหน้าจึงช่วยให้คุณสามารถเลือกหน้าที่ดีที่สุดของ คนในภาพได้โดยไม่ต้องกดถ่ายซ้ำอีกครั้ง เมื่อถ่ายเสร็จแล้วคุณก็สามารถตกแต่งรูป ใส่ฟิลเตอร์ได้ง่ายๆทันที สำหรับคนที่ชอบตัดต่อวิดีโิอก็มีแอพ Story Maker ให้มามาด้วย สามารถตัดต่อ เพิ่มรูปภาพ ใส่เพลงประกอบได้อย่างง่ายดาย ซึ่งมันก็คล้ายๆกับ iMovie ของ BB10 เลยล่ะ

BlackBerry World Apps

BB10 เปิดตัวพร้อมกับแอพ 70,000 แอพ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีสำหรับระบบปฏบัติการใหม่ซึ่งแอพยอดนิยมอย่าง Facebook, Twitter และ Foursquare ก็มีให้ใช้ ส่วนที่กำลังจะตามมาก็มี Skype, Amazon, WhatsApp และ SAP (Skype และ WhatsApp น่าจะเพิ่มยอดผู้ใช้ BB10 ได้อีกจำนวนนึงเลยล่ะ)
นี่พอจะทำให้เห็นภาพคร่าวๆถึงจุดเด่นของระบบปฎิบัติการ BB10 แต่มันจะรุ่งหรือไม่ผู้ใช้จะเป็นคนให้คำตอบเองค่ะ
VIA Gizmodo

13 สถานที่อาถรรพ์ที่สุดของไทย

 13. บ้านเสาตกน้ำมัน จ.ราชบุรี บ้านทรงไทยที่มีเสาตกน่ำมันไหลจากข้างบนลงมาข้างล่าง ด้วยความที่เป็นบ้านร้างก็มีเถาตำลึง

ขึ้นเต็มไปหมด ชาวบ้านไปเก็บปรากฏว่ามีผู้หญิงใส่ชุดไทยมายืนชี้หน้าอยู่....


12. บ้านตรอมใจ หนองจอก หญิงสาวเจ้าของบ้านนับถือศาสนาพุทธรับการกระทำของสามีที่นับถือศาสนาอิสลาม เกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงไม่ได้ ทั้งสองจึ่งทะเลาะวิวาทกัน ฝ่ายชายหนีออกจากบ้านไป ฝ่ายหญิงได้แต่เฝ้ารออยู่ที่บ้านจนกระทั่งล้มป่วยเพราะตรอมใจและเสียชีวิตลง ในที่สุด ชาวบ้านแถวนั้นมักได้เสียงร้องไห้คร่ำครวญของผู้หญิงเสมอ


11. บ้านผีตายโหง หนองจอก เป็นบ้านร้างมาเกือบ 10 ปี มีการเล่ากันว่า นอกจากจะมีการฆ่ากันตายในบ้านแล้ว ยังมีผู้หญิงเข้ามาผูกคอตายในบ้านหลังนี้อีก และยังมีการนำเอาศพมาทิ้งไว้ใต้บันไดเพื่ออำพรางคดีอีกด้วย


10. บ้านผีโหด อ.บางเลน จ.นครปฐม เกิดเหตุทะเลาะวิวาทฆ่ากันตาย ิงลูกเขยเสียชีวิตลง แล้วนำศพไปทิ้งไว้ในบ่อหลังบ้าน ปัจจุบันยังคงมีคราบเลือดที่ขอบกำแพง


9. บ้านผีท่านขุน จ.อยุธยา เป็นบ้านไม้สักเก่าสมัย ร.5 หลังจากที่เจ้าของบ้านเสียชีวิต บ้านหลังนี้ก็กลายเป็นบ้านร้าง วันหนึ่งมีชาวบ้านพายเรือผ่านมา เห็นมีผู้หญิงอยู่บนเรือนแต่งชุดโบราณสมัย ร.5 เคยมีคนมาลองของที่บ้านหลังนี้ก็เจอดีกันทุกคน จนต้องมาขอขมากราบไหว้กัน


8. บ้านผียายสรวง จ.อยุธยา หญิงชราเจ้าของบ้าน ผู้ชอบกินหมาก ได้เสียชีวิตลงภายในบ้าน พร้อมกับโลงศพที่พบภายในบ้านจนถึงทุกวันนี้ ผู้คนแถวนั้นยังคงได้ยินเสียงคนแก่พูด และเสียงตำหมากอยู่ทุกค่ำคืน


7. บ้านผีนายพล จ.ชลบุรี เป็นบ้านพักตากอากาศชายทะเลที่ครอบครัวนายทหารมาพักผ่อน และถูกฆาตกรรมทั้งครอบครัว ศพทั้งหมดถูกยัดไว้ในห้องใต้ดินของบ้านพักต่างอากาศหลังนี้ มีคนเคยเห็นควันธูปลอยขึ้นมาในบริเวณบ้านหลังนี้ด้วย


6. บ้าน 4 ศพ จ.ชลบุรี ครอบครัวหนึ่งประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูก 2 คน เดินทางไปท่องเที่ยว แต่ระหว่างทางประสบอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำเสียชีวิตทั้งหมด บ้านหลังนั้นกลายเป็นบ้านร้าง แต่คนที่ผ่านไปมาเห็นเงาคนเหมือนมีคนอยู่ในบ้านอยู่เสมอ และยังเป็นที่พบศพถูกฆาตกรรมอย่างปริศนา และมีห่วงเชือกผูกเป็นปมมัดอยู่ในบ้านหลังนั้น


5. สุสานศพไร้ญาติ จ.ชลบุรี ศพไร้ญาติทั้งหลายเหล่านี้ถูกนำมาขุดหลุมฝัง เป็นสุสานไร้ญาตินับร้อยนับพันขุดเรียงรายกันเป็นทิวแถวยาว หลายๆคนเล่ากันว่าเป็น ฮวงซุ้ยที่นมาก

 4. โรงพยาบาลสยอง จ.ระยอง ด้วยพิษทางเศรษฐกิจเมื่อหลายปีก่อน ทำให้โรงพยาบาลแห่งนี้ปิดกิจการลงกลายเป็นโรงพยาบาลร้างในที่สุด ในเวลากลางคืนชาวบ้านมักเห็นไฟเปิดสว่างเต็มไปหมด บางคนก็เข้าไปเห็นเตียงนอนคนไข้เข็นเองได้ กลายเป็นเรื่องราวชวนสยองเลื่องลือถึงกิตติศัพท์ความน่ากลัวมาถึงปัจจุบัน


3. บ้านผมผี จ.กาญจนบุรี หญิงผู้เป็นเจ้าของบ้านตัดสินใจลาบวชด้วยความเสียใจที่คนในบ้านตายที่ละคน โดยไม่ทราบสาเหตุ หลังจากนั้นก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ปล่อยบ้านทิ้งไว้จนกลายเป็นสภาพบ้านร้าง ชาวบ้านบริเวณนั้นนึกว่าเจ้าของบ้านเสียชีวิตไปแล้ว จึงเข้าไปดูในบ้าน ปรากฏว่าเส้นผมเต็มไปหมด บางคนก็ได้ยินเสียงคนคุยกันอยู่ในบ้าน


2. บ้านผีมอญ จ.กาญจนบุรี คู่สามี-ภรรยาเจ้าของบ้านเป็นคนมอญที่มีนิสัยหวงของมาก จะดุด่าคนที่แอบมาขโมยผลไม้ในสวน ด้วยความที่เป็นคนหวงของและดุด่าเก่งมาก จึงทำให้ ถูกฆ่าตายแล้วนำศพมาทิ้งไว้ที่ท้ายสวน วันหนึ่งมีคนเข้ามาเก็บผลไม้ในสวน แกก็ตามไปทวงถึงบ้าน


1. สุสานโสเภณี จ.กาญจนบุรี สถานบันเทิงเก่าแก่ของจังหวัด เปิดให้บริการกับผู้ชายที่มีความต้องการทางเพศได้มาใช้บริการ ที่แห่งนี้มีหญิงบริการถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวถูกบังคับให้รับแขกอย่างทารุณ ไม่ได้พักผ่อน บ้างก็ถูกทำร้ายร่างกาย บ้างก็เป็นโรคร้ายจนสุดท้ายหญิงสาวทั้งหมดได้เสียชีวิตลงที่นี้อย่างมากมาย จนเราเรียกได้ว่าเป็น "สุสานโสเภณี" ซึ่งชาวบ้านบริเวณนั้นมักได้ยินเสียงผู้หญิงและเด็กร้องขอความช่วยเหลือ เมื่อเช้าไปดูก็ไม่พบใครเลย

สมอง มนุษย์ ทำงานแค่ 10 เปอเซนจริง รหือ ทำงานกี่เเปอเซน กันแน่?

 สมอง ทำงาน แค่ 10 percen ใม่เกิน  10 หรือ จะ 1 3 5 7 หรือเท่าไหร่ก็ตาม เป็นเรื่อง ที่ มีหลายคนไห้คำนิยามว่า myth


ผมจะอธิบายแนว คิด จากทฤษดี ของผมเอง  เกี่ยวกับสมองละกันครับ


1.  สมอง  ของมนูษย์ มีหลายส่วน ซึ่งแต่ละส่วนก็ทำงานแตกต่างกันตามหน้าที่ จากการพิสูจ ด้วย สนามแม่เหล็กในทางวิทยาศาสตร์ พบ ว่า สมอง  ทำงานทุกส่วนตลอดเวลาไม่มีส่วนใน ที่ไม่ทำงานเลย  ทำไห้ แนวคิด สมอง 10เปอ  เป็นเพียง myth


2. ปัญหาจริงๆคือ  มันทำงาน เต็มที่ทุกส่วนจริง หรอ สมองหนะ - - ผมย้ำนะครับว่าเต็มที่ พูดอีกอย่างคือ มัน full load หรือเปล่า ความเป็นจริงคือไม่เลย 


3. ผมจะยกตัวอย่างง่ายๆๆ เช่น   สมอง 1 สมอง  มีหลายส่วน แต่ ละส่วน ทำงาน ไม่เหมือนกัน เช่น 

   3.1 ทำงานใน เรื่อง การ ควบ คุม อวัยวะ ใน ร่างกาย   อีกส่วน ประมวล ผลส่วนอื่นก็ทำอื่นๆๆ
   3.2 สมอง มีการแยก ประเภท  ชัดเจนในระบบหน้าที่การทำงานของมัน  
   3.3 ผม จะยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆๆ คือ   สมมุดว่าสมอง = บ้าน และ  ภายในสมอง มีอุปกรณ์ ต่างๆๆ เช่น  ทีวี ps3 xbox pc ตู็เย็น แอ  เป็น อุปกรณ์ ต่างๆๆภายในบ้าน นี่แหละครับ สภาพแบบ รูปธรรม ของสมอง  เปรียบเหมือนบ้านหลังหนึ่ง แต่ อุปกรณ์ ในบ่านก็ทำงานกันใป ทั้งแบบ สัมพันกันบ้างและไม่สัมพันกันบ้าง

4. ปันหา คือ อุปกรณ์ทั้งหมด  ทำงาน full load เต็มที่ หรือไม่ คำตอบจริงๆๆคือไม่ครับ แต่ก่อนที่เราจะมาดูในเรื่องนี้  สมอง เทียบ กับ pc ไม่ได้ เพราะ   ส่วน ต่างๆๆในสมอง ใม่ใด้ ทำงาน ในลักษณะแบบเดียวกับ คอมพิวเตอร์  อาจจะคล้าย แต่ในองประกอบ เบื้องลึก มีความต่าง


------pc ประกอบ cpu กาดจอ แรม เมนบอด และอื่นๆๆ มันทำงานโดย cpu เป็น ตัวประมวลผล ด้านการคำนวน    กาดจอ เพื่อประมวลผลด้านกราฟฟิก  เป้นที่ประกอบกันของ อุปกรต่างๆ โดยมี ถนน คือแรม เป็นที่ส่งผ่านข้อมูล     อุปกรทั้งหมดช่วย กัน ทำงานร่วมกัน   ใน 1 เรื่อง หรือหลายๆๆเรื่อง

-------แต่สมอง  ประกอบ ด้วย หลายๆๆส่วนที่ ทำงานแตกต่างกัน เช่น  ซีลีบัม ก้านสมอง เมดัลลา     บลาๆๆ  มันทำงาน คล้าย pc แต่ก็ต่าง   เพราะ  แต่ละส่วนของสมอง ทำงานใน แพลทฟอมที่คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน  เช่น สมอง ส่วนที่ควบคุม จิต ไต้ สำนึก กับ  ส่วนที่ ความคุบอวัยยะวะต่างๆๆ แค่ สองส่วนนี้ก็ แตกต่างกันอย่างมากแล้ว  อยู่ในรูปแบบ ที่ ท่าเทียบให้เห็นง่ายๆๆคือ  เครื่อง pc -ps3

สอง เครื่องนี้  ทำงานคนละแบบ คนละหน้าที่ แต่ สิ่งที่เหมือนคือ มันเล่นเกมเกมเดียวกันได้ 

แต่ถึงมัน จะเล่นเกม เดียวกัน ทำงานในเรื่องเดียวกันได้ แต่อยุ่กันรคนละแพลท ฟอมเลยทีเดียว



5 ทีนี้ เราวกกลับมาคำถามจริงๆๆ ในเรื่อง สมองทำงานเท่าไหร่  จากที่ผมอธิบายมา สรุปได้ว่า

 -สมองทำงานทุกส่วนตลอดเวลา
 -แต่ละส่วนของสมอง ไม่ได้ fullload ตลอดเวลา  ใน ขณะที่ ส่วนที่ 1ทำงาน 20 เปอเซน  อีก 3 ส่วน  อาจจะทำงานที่ 1เปอเซนก็ได้  และส่วนเหลือ ทำงาน 5 เปอเซน เป็นต้น  ท่าสมมุดว่า แบ่งสมอง เป็น 5 ส่วน ในช่วงเวลาๆๆหนึ่งมันอาจจะทำงานแบบนี้
   ส่วนที่ 1  ทำงาน    20/100 เปอเซน
 ส่วนที่ 2  ทำงาน    1/100 เปอเซน
   ส่วนที่ 3 ทำงาน    75/100 เปอเซน
 ส่วนที่ 4  ทำงาน    92/100 เปอเซน
 ส่วนที่ 5  ทำงาน    1/100 เปอเซน

แต่ สิ่งที่สำคํญ คือ ทั้ง 5ส่วนนี้ มีความ สัมพันกัน แม้จะทำหน้าที่ คนละแบบ คล้ายกับ 1cpu ที่มี 5คอ

แต่ ถึงกระนั้น  มันก็ไม่ได้ สัมพันกันมากเหมือนกับ ที่ cpu เป็น แต่ละส่วนมีความเปนเอกเทศของมันอยุ่


- จากท่ผม อธิบายมา ทำให้ ทฤษดี 10เปอ ถูก เขี่ยกระเด็น ออกไป แต่ก็มีเรื่องไหม่ให้คิอคือ

แล้วในเมื่อมันมีหลักการทำงานแบบนี้  ยังงี้ สมองก็ไม่ได้ถูกรีดพลังงาน มาใช้ เต็มที่ นะซิ คำตอบ คือใช่ครับ  
-แม้แต่ pc 1 ตัว ก็ไม่ได้ ทำงาน full load ตลอดเวลา  แต่ ถึงแม้ จะใม่ตลอดเวลา แต่ก็ มีช่วงเวลาfulload
-ที่ สำคัญ มากๆๆ คือ สมองใม่มี ช่วง ทำงาน full load นั้่นเอง 555 บางคนอ่านมาตรงนี้คงร้องอ้อ
แต่ คนที่ไม่อ้อ ผมจะ อธิบายให้
 สมมุดว่า ท่า สมอง  แบ่งได้ 5ส่วน ทั้ง 5ส่วน ใม่มีทาง ที่จะ full load พร้อมกันหมดแน่ๆ  fulload พร้อมกัน 2 ส่วน หรือ วิ่ง 50 เปอเซน สัก 3ส่วนจาก5 ผมว่ายังใม่ใช่เลย คำถาม คือ ตั่งแต่ สมองในร่างกายมัน เกิดขึ้นมา มันเคย full load ใหม  ใม่มีทาง
- ท่าสมมุดสมองแบ่งได้ 5ส่วน  ทั้ง 5 ส่วน วิ่ง 80 เปอเซนตลอดเวลา มนุษย์ ก็กลายเป็นยอดหมนุษย์ ละครับ ดีไม่ดี   iq อาจจะทะลุเลข 4หลัก

- แต่ บางคน อาจจะถามผมว่า  มัน full load พร้อมกัน 5 ส่วน จะมีประโยชน์ อะไร  เพราะ แต่ละส่วนก็ทำงานต่างกัน ไป  ถึง จะ full load แต่ ความเป็นจริงคือ คนเรา ทำกิจกรรม 1อย่าง ไม่จำเป็นต้องใช้ สมองทุกส่วนแบบ full load นิครับ


- ถูกครับ แต่ อย่าลืม  ผมบอกแล้ว ว่าสมองแต่ละส่วน ทำงานต่างกัน แต่  มันกลับ มีความสัมพันกันมากและ  มี ความ สามมารถ อีกอย่างด้วยคือ มันทำงานแทนอีกส่วนได้ พูดง่ายๆๆคือ


สมมุดว่า pc เครื่อง หนึง  ram น้อยมาก  ไม่พอใช้ แต่มีพื้นที่ใน ฮาสดิส เยอะมาก  เราส่วนใช้ ซอฟแว ทำให้  ฮาสดิส บางส่วน มาใช้เพิ่ม แรมได้  ถึงแม้มันจะทำงานได้ ใม่เหมือนแรม จริงๆๆซะทีเดียว แต่มันก็ทำงานได้ เพิ่มความสามารถได้


- ทีนี้กลับมาที่สมอง ท่า เอาแต่ละส่วนของสมองมาช่วย กันซัพพอท ก็ สามมารถดึงศักยภาพ ภายในสมองออกมาได้  สรุป คือ เราสามมารถ fulload สมองได้ครับ จาก ที่โดยรวม มันอาจจะทำงานแบบ เฉลี่ย แค่ 10เปอ เราเพิ่มให้เป็น 80ได้  


-อธิบายง่ายๆๆคือท่า สมอง มี 3 ส่วน   เวลาเราทำกิจกรรม 1อย่าง ส่วนที่ 1 อาจจะทำงาน 100 เปอเซน ส่วนที่ 2 และ 3 ทำงาน  20 เปอเซน  


-คำถามคือ  ทำใม ใม่ เอา ส่วนที่ 2 /3 ที่เหลือ อีก 160 เปอเซน มาช่วย ส่วนที่ 1 ทำงานหล่ะ 


-ท่าบอกว่าทำงาน แบบเดียวกันไม่ได้ผมบอกว่าผิดแล้ว  ผมจะให้ตัวอย่างง่ายๆๆ  เครื่อง pc  สามารถ ที่จะ  นำเกม ของเครื่อง ps2 มาเล่นได้โดยผ่าน emulator  สมองก็ทำได้เช่นเก่น   แค่จำลอง การทำงาน ของ ส่วนที่ 1 มาใว้ใน ส่วนที่ 2/3 ก็พอ  ถึงมันจะทำไม่ได้ เท่าส่วนที่1 แต่ รวมกันหลายส่วนก็มากโขอยู่  อาจจะเพิ่มความสามมารถ ได้ไม่ถึง 160 เปอเซน แต่เอาเข้า จริงๆ อีก 100เปอ  จาก iq 150 ก็ กลายเป็น 300แล้ว จริงไหม  และความต่างระหว่าง 150 /300 มันมากจนวัดไม่ได้


-เรื่องที่แน่นอนคือ  ไม่มีทางที่ ส่วนๆๆ หนึ่งของสมอง ทำงาน เต็ม 100  แค่ส่วนเดียวก็ไม่มีทาง 


เพราะ สมองมีอายุขัย เกือบ ร้อยปี ในขณะที่ คอมพิวเตอร์ มีอายุขัยแค่ 3-5 ปี ทั้งที่ สมอง มีความซับซ้อนในกระบวนการ และวัสดุที่ใช้สร้างมันขึ้นมามากมาย ขนาด pc ยัง full load เพียงแค่บางครั้ง แล้วสมองละ



-เรื่องต่อมา คือ full load ได้นาน แค่ใหน pc fulload ได้กี่วัน โดยไม่ต้องปิดเครื่อง  24 ชม ก็แย่แล้ว ต่อให้ไม่ fulload แค่ทำงานไปเรื่อยๆๆ โดยไม่ปิด 7 วันก็ แย่เหมือนกันแล้วสมองละ


-สมอง จะ full load จริงๆๆได้กี่ ชมกัน แล้ว หลังจาก fulload อายุขัยของมัน คงลดฮวบฮาบ



แต่ท่าทำให้สมอง  fulload ได้ตามต้องการ จะเกิดอะไร ขึ้น ต่อให้อายุขัยของมัน เหลือแค่ 1 เดือน แต่ท่า fulload หลาย คน 1 เดือน คงเปลี่ยนโลกได้มากอยู่

12 วิธีช่วยความจำดี

 12 วิธีเพื่อความจำเป็นเลิศ (Health plus)

          ไม่รู้เป็นยังไง เรื่องสำคัญ ๆ ในชีวิตที่อยากจำกลับลืมทุกที แต่ด้วยเคล็ดลับ 12 ประการต่อไปนี้จะช่วยหยุดความจำที่ชอบเล่นไม่ซื่อกับคุณ คราวนี้ คุณก็ไม่ต้องพึ่งกระดาษโน้ตช่วยเตือนความจำอีกต่อไป

          ประสิทธิภาพในด้านความจำจะค่อย ๆ ลดลงเมื่ออายุย่างเข้า 25 นั่น เพราะเซลล์ความจำเริ่มเสื่อมลงเรื่อย ๆ ปีละ 1% และยิ่งเสื่อมเร็วมากขึ้น เมื่ออายุเข้า 50 รู้แล้วก็อย่าตื่นตระหนก เพราะมีวิธีมากมายที่จะช่วยให้คุณมีความจำดีเยี่ยม ทีนี้จำได้แม่นยำเลยว่าวางกุญแจรถไว้ตรงไหน

ความจำทำงานอย่างไร


          ความจำในสมองประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลัก ๆ ส่วนแรกเรียกว่าความจำระยะยาวและความจำระยะสั้น "ความจำระยะยาวเป็นที่ที่เก็บข้อมูลต่าง ๆ ในชีวิต ข้อมูลเหล่านี้ยากที่จะถูกทำลาย หรือลบเลือนไป" โดมินิก โอเบรียน แชมป์โลกด้านความจำ 8 สมัยซ้อนอธิบาย "ความจำระยะยาวประกอบไปด้วย procedural memories เป็นความจำที่เกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ขี่จักรยาน และ episodic memories เป็นความจำที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราเอง เช่น ช่วงเวลาให้กำเนิดบุตร"

          ความจำระยะสั้นเป็นความจำช่วงสั้น ๆ เช่น การจำเบอร์โทรศัพท์สามารถจำได้นานพอที่จะกดเบอร์ได้ หรือจำอาหารที่กินตอนเช้าได้ โดยเราจะบันทึกข้อมูลนั้นลงบนพื้นที่ว่างในสมองทันที ดังนั้นถ้าต้องการเก็บข้อมูลนั้นไว้ในสมองให้นานขึ้น คุณต้องถ่ายโอนข้อมูลดังกล่าวไปยังส่วนที่เป็นความระยะยาว ซึ่งคุณสามารถเสริมสร้างศักยภาพในการเข้าถึงความจำระยะยาว และเรียกข้อมูลนั้นกลับมาใช้ได้

บริหารสมอง


          ความจำเสื่อมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อคนเราอายุมากขึ้น คุณสามารถเสริมสร้างความจำให้จดจำข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ โดยการบริหารสมอง "ทุกครั้งที่ได้รับข้อมูลใหม่ ส่วนของเซลล์ความจำที่มีลักษณะปลาหมึกยักษ์จะยื่นออกมา และสร้างโครงข่ายใหม่ทำให้จดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้นทุกครั้งที่เรียนรู้"  โดมินิกอธิบาย ดังนั้นเมื่อหยุดให้สมองจดจำข้อมูลใหม่ ๆ เซลล์ความจำก็จะหยุดสร้างโครงข่าย และข้อมูลเหล่านี้ก็จะหายไปในไม่ช้าด้วย "เมื่ออายุมากขึ้น เราผ่านโลกมามากขึ้น และคุ้นเคยกับสิ่งต่าง ๆ เป็นอย่างดี ทำให้เราหยุดท้าทายสมองตัวเอง"

          ดังนั้นอย่าให้ร่างกายและสมองหยุดนิ่ง ควรทำตัวให้กระตือรือร้นและว่องไว การศึกษาหาความรู้ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ จะช่วยกระตุ้นให้เซลล์สมองได้ทำงานอย่างเต็มที่

หรือฮอร์โมนเป็นตัวการ


          ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดต่ำลง มีส่วนทำให้ความจำลดความแม่นยำลง นักวิจัยในแคนาดาได้ทดสอบความจำของผู้หญิงที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงภายหลัง ตัดมดลูกทิ้ง พบว่าความจำแย่กว่าผู้หญิงที่ได้รับฮอร์โมนทดแทนในวัยหมดประจำเดือน (hormone replacement therapy-HRT) เชื่อกันว่า HRT ช่วยป้องกันความจำเสื่อที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไคลฟ์ เอเวอร์แห่ง the Alzheimer’s Society กล่าว "ผู้หญิงที่ได้รับ HRT จะลดความเสี่ยงในการเป็นอัลไซเมอร์เมื่อเข้าสู่วัยชรา"

          หากไม่อยากพึ่งวิธี HRT คุณก็สามารถเพิ่มระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ โดยการกินอาหารที่มีสารของพืช ซึ่งมีคุณลักษณะเหมือนเอสโตรเจน ได้แก่ อาหารจากถั่วเหลือง ลินสีด และถั่ว pulse (คือถั่วที่มีโปรตีนสูงและไขมันต่ำ สะสมพลังงานในรูปของคาร์โบไฮเดรตและเมล็ดมีแป้งสูง เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ ฯลฯ) เป็นแหล่งไฟโตเอสโตรเจน

ควรไปพบแพทย์เมื่อไร


          คนที่ขี้หลงขี้ลืมไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด อย่าเพิ่งตื่นตกใจ ถ้าคุณลืมโน่นลืมนี่เป็นประจำ "ความจำเสื่อมเล็กน้อยไม่ใช่ปัญหา ถ้าไม่ได้เป็นถาวรหรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดจี๊ด ๆ หรือมีความผิดปกติทางสายตา" มาร์ค แอตคินสัน ผู้เชี่ยวชาญของ Health Plus กล่าว "อย่าเพิ่งสันนิษฐานว่าตัวเองเป็นโรคความจำเสื่อม เพราะอาการที่เกิดขึ้นอาจมีสาเหตุมาจากการขาดเกลือแร่และวิตามิน หรือเป็นผลจากยา ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด"

ความจำแย่ ทำยังไงดี


          ถ้าคุณหลงลืมเป็นประจำเช่น จำไม่ได้ว่าวางกุญแจรถไว้ที่ไหน คำพูดติดอยู่ที่ปาก แต่คิดไม่ออก ลืมของไว้ที่ร้าน ต้องย้อนกลับไปเอา หรือลืมชื่อคนอยู่เป็นประจำ เหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าคุณต้องเสริมสร้างความจำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคสมองเสื่อมตามมา "ตามธรรมชาติเมื่อเราอายุมากขึ้น ร่างกายก็จะอ่อนแอลง ไม่มีเรี่ยวแรงเหมือนก่อน สมองก็เช่นกัน โดยเฉพาะอาการหลงลืมจะส่งผลต่อความจำระยะสั้น" ดร.โจ อิดดอน ผู้เชี่ยวชาญด้านความจำกล่าว ข่าวดีคือคุณสามารถเสริมสร้างความจำให้เป็นเลิศไทยด้วย 12 วิธีต่อไปนี้

          1.เล่นเกม บริหารสมองและเสริมสร้างความจำด้านสายตา โดยการจ้องวัตถุชิ้นหนึ่งนานประมาณ 2-3 นาที สมมติว่าเป็น แจกันดอกไม้ ให้จดจำแม้กระทั่งรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ จากนั้นวาดสิ่งที่คุณเห็นลงบนกระดาษ (วาดไม่สวยไม่เป็นไร) คราวนี้หวนกลับไปมองที่แจกันอีกครั้ง ดูว่ามีรายละเอียดใดที่คุณวาดตกหล่นไป "ฝึกเช่นนี้เป็นประจำจะช่วยพัฒนาความจำระยะสั้น" โดมินิกบอก

          2.ทำงานอดิเรก "มีหลักฐานระบุว่าคนที่ชอบออกไปพบปะผู้คน หรือไปเที่ยวชมสิ่งที่น่าสนใจนอกบ้าน และทำงานอดิเรกเช่น เล่นครอสเวิร์ด ถัดนิตติ้ง เล่นไพ่บริดจ์ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างทางเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาท แต่ละเซลล์เข้าด้วยกัน (brain connections) ลดโอกาสการเป็นโรคอัลไซเมอร์ลงถึง 1 ใน 3" ไลคฟ์ เอเวอร์ แห่ง the Aizheimer’s Society กล่าว

          3.เคี้ยวหมากฝรั่ง คุณอาจไม่ชอบที่หมากฝรั่งติดหนึบตามทางเท้า แต่การเคี้ยวหมากฝรั่งช่วยให้ความจำดี มหาวิทยาลัยนอร์ธอัมเบรียพบว่า ความสามารถในการจดจำบัญชีคำศัพท์ของอาสาสมัครดีขึ้น 1 ใน 3 เมื่อให้เคี้ยวหมากฝรั่ง

          4.ทานวิตามิน อาหารที่อุดมด้วยวิตามินเอ ซี และอี เช่น ส้มและพริกหวานช่วยให้ความจำดี "อนุมูลอิสระที่อยู่รอบตัวเรา จะไปทำลายเซลล์ประสาทในสมอง ทำให้ความจำเริ่มเลอะเลือน แต่เราสามารถป้องกันได้ด้วย การกินแอนตี้ออกซิแดนท์เช่น วิตามินเอ ซี และอี" ดร.มาร์ค แอตคินสัน ผู้เชี่ยวชาญของ Health Plus กล่าว

          5.เกมจดจำชื่อ เมื่อได้รับการแนะนำให้รู้จักใครสักคน แค่ผ่านไป 5 นาที คุณลืมชื่อคนคนนั้นแล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้ ลองทำตามเคล็ดลับของโดมินิก โอเบรียน "คุณต้องเชื่อมโยงชื่อคนกับใบหน้า สมมติคุณเจอคนคนหนึ่งชื่อบิล เพรสตัน และเมื่อคุณเจอเขา คุณคิดว่าเขาคล้ายเซลส์แมนขายรถ (ไม่เป็นไรถึงเขาจะไม่ใช่เซลส์แมนจริง ๆ เพราะสมองของคุณได้ทำการเชื่อมโยงแล้ว) เชื่อมโยงชื่อต้นของเขากับบิล คลินตัน นึกภาพบิล คลินตันอยู่ในโชว์รูมรถ จากนั้นเชื่อมโยงนามสกุลของเขา โดยตัดคำว่า "เพรส" ออกจากคำว่าเพรสตัน นึกภาพบิล คลินตันกำลังเพรสอัพส์ (press-ups) หรือวิดพื้น เมื่อคุณพบเขาในครั้งต่อไป สมองของคุณจะคิดถึงภาพเซลส์แมนขายรถ และภาพโชว์รูมรถที่มีบิล คลินตันวิดพื้นอยู่ ทีนี้คุณก็จำชื่อของเขาได้แล้ว

          6.ทานใบแป๊ะก๊วย โดมินิก โอเบรียนทานใบแป๊ะก๊วยเป็นประจำ เวลาเตรียมตัวก่อนชิงแชมป์ความจำ เขาเป็นเจ้าของสถิติโลก โดยสามารถจดจำไพ่ได้ทั้งหมด 54 สำรับหลังจากดูไพ่เพียงครั้งเดียว มาร์ค แอตคินสันแนะให้ทานอาหารเสริมจำพวกใบแป๊ะก๊วยวันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 40-60 มิลลิกรัม

          7.การรักษาแผนโบราณ โสมเป็นยาจีนที่ใช้ชะลอความเสื่อมของเซลล์มานานหลายศตวรรษ อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยเมื่อเร็ว ๆ นี้เผยว่า โสมช่วยฟื้นฟูความจำของคนป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ที่มีอาการสมองเสื่อมให้ดีขึ้น นั่นเพราะโสมช่วยกระตุ้นการสร้างสารเคมีบางอย่างในสมอง ที่ช่วยฟื้นฟูความจำ

          8.เทคนิคการจำตัวเลข กี่ครั้งแล้วที่บัตรเอทีเอ็มถูกเครื่องกลืนไป เพราะจำรหัสผิด โดมินิก โอเบรียนแนะให้ใช้ภาพแทนตัวเลข "เช่น สมมติรหัสเอทีเอ็มของคุณคือเลข 2581 ให้นึกเรื่องราวในธนาคาร หงส์ (2) ตัวหนึ่งเข้าวิ่งไล่งู (5) เข้าไปในธนาคาร พนักงานธนาคารคือสโนว์แมน (8) ถือเสาธง (1) โบกไปมา ยิ่งเรื่องที่จินตนาการเหลวไหลเท่าไร คุณก็ยิ่งจำได้มากขึ้นเท่านั้น" โดมินิกบอก คุณสามารถนำวิธีนี้มาประยุกต์ใช้กับการจำเบอร์โทรศัพท์ เบอร์โรงพยาบาล และหมายเลขกรมธรรม์

          9.กินน้ำมันปลา ปลาเป็นอาหารบำรุงสมอง การศึกษาของศูนย์การแพทย์เซนต์ลุค ชิคาโกพบว่าการกินน้ำมันปลา (เช่น ปลาแมคเคอเรล, ซาร์ดีน, แซลมอนและปลาทูน่าสด) ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์

          10.ไปซูเปอร์มาร์เก็ต โยนใบรายการซื้อของทิ้งไป หันไปใช้วิธีจำของที่ต้องซื้อโดยนึกภาพของที่จะซื้อเป็นการเดินทาง โดมินิก โอเบรียนอธิบาย "นึกภาพการเดินทางที่คุ้ยเคยในหัว อาจเป็นการเดินไปทำงานหรือไปห้องสมุด นึกภาพจุดแวะ 10 จุดระหว่างการเดินทาง จุดแวะแต่ละจุดคือภาพของที่ต้องซื้อ ตัวอย่างเช่น ขนมปัง 1 แถวกำลังยืนคอยอยู่ที่ป้ายรถเมล์ และมีชามส้มตั้งอยู่บนทางม้าลาย ทีนี้เมื่อคุณเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ต ให้นึกภาพการเดินทางในหัวของคุณ เพื่อจดจำรายการสิ่งของที่ต้องซื้อ เริ่มจากของ 10 อย่างก่อน เมื่อคุณจดจำได้ดีขึ้นแล้ว จึงค่อยเพิ่มรายการของให้มากขึ้น

          11.นอนให้เพียงพอ นักวิทยาศาสตร์ในเบลเยี่ยมค้นพบว่า การนอนหลับอย่างเพียงพอช่วยให้สมองสามารถเก็บข้อมูลใหม่ ๆ ไว้ในความจำ เพื่อจะได้นำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในอนาคต ดังนั้นควรนอนหลับให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง

          12.สมุนไพรช่วยได้ น้ำมันหอมระเหยกลิ่นโรสแมรีช่วยให้คุณสามารถจดจำสิ่งที่ลืมไปแล้ว ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยนอร์ธอัมเบรียพบว่า คนที่ดมกลิ่นโรสแมรีจะรู้สึกกระฉับกระเฉงว่องไว สามารถจดจำเรื่องราวได้ต่าง ๆ ได้มาขึ้น 15% ลองหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นโรสแมรี 2-3 หยดลงในอ่างอาบน้ำ หรือจะจุดตะเกียงน้ำมันหอมระเหยก็ได้

          ผลการศึกษาอีกอย่างพบว่า อาสาสมัครที่รับประทานแคปซูลสมุนไพรเลมอนบาล์ม สามารถทำแบบทดสอบความจำทางคอมพิวเตอร์ได้คะแนนดีกว่าคนที่ไม่ได้ทาน

Is it serious…


          ถ้าคุณสงสัยว่าตัวเองขี้หลงขี้ลืมมากผิดปกติ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูว่าเป็นโรคต่อไปนี้หรือไม่ :

           สมองเสื่อม เป็นโรคทางสมองอย่างหนึ่ง เกิดจากการที่เซลล์สมองถูกทำลายและสมองตายเร็วกว่าปกติ โดยความจำระยะสั้นมักได้ผลกระทบก่อน ดังนั้นคุณจะลืมชื่อคนในครอบครัว เพื่อนฝูง และภารกิจที่ทำเป็นประจำทุกวัน

           โรคอัลไซเมอร์ เป็นสาเหตุให้เกิดโรคสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด คาดกันว่าในประเทศอังกฤษมีคนเป็นโรคนี้มากถึง 5 แสนคน

โฟร์ Four - mod สวยไม่มีที่ติ !!







 

แปลกแต่จริง!! คู่รักจีนจัดพิธีเลิกกับแฟน

   น้องๆ ชาว Dek-D.com อ่านชื่อบทความนี้ของพี่ปัดไม่ผิดหรอกจ้ะ มีพิธีเลิกกับแฟนเกิดขึ้นจริงๆ โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับคู่รักคู่หนึ่งในสาธารณะรัฐประชาชนจีน ที่ความรักของพวกเขามาถึงจุดอิ่มตัวและต้องบอกลากัน แต่เพื่อให้มีความทรงจำดีๆ ร่วมกันเป็นครั้งสุดท้าย พวกเขาจึงจัดพิธีเลิกขึ้น

   ถือ ว่าเป็นเรื่องแปลกแต่ก็เกิดขึ้นจริง โดยเรื่องนี้เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีอู่ฮั่น ที่ตั้งอยู่ในมณฑลหูเป่ย สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อ “ซู หมิงยู (Xu Minyu)” และ “เซียว หยิง (Xiao Ying)” 2 นัก ศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ได้จัดพิธีเลิกขึ้น ซึ่งสาเหตุของการเลิกในครั้งนี้นั้นมาจากหลังจากที่เรียนจบฝ่ายชายต้องเดิน ทางไปรับราชการที่ เมืองหังโจว มณฑลเจ้อเจียง ส่วนฝ่ายหญิงก็ต้องเข้าทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่ง ดังนั้นพวกเขาจึงขอยุติความสัมพันธ์รักอันแสนหวาน 4 ปีลง

            
สำหรับ “เซียว หยิง” แล้ว เธอมีความฝันมีความฝันเหมิอนกับผู้หญิงหลายๆ คนที่อยากจะมีพิธีขอแต่งงานที่แสนจะโรแมนติกสักครั้งหนึ่งในชีวิต ดังนั้น “ซู หมิงยู” จึงได้ทำความฝันของเธอให้กลายเป็นจริงโดยจัดพิธี เลิกขี้น ซึ่งพิธีนี้จัดระหว่างงานฉลองรับปริญญา โดยภายในงานมีการนำเทียนมาประดับตกแต่งให้เป็นรูปหัวใจ แล่วฝ่ายชายก็แสดงความโรแมนติกด้วยก็ย่อตัวลง พร้อมชูช่อดอกไม้ขอฝ่ายหญิงแต่งงาน ท่ามกลางเสียงเชียร์ให้ตอบตกลงของเพื่อนๆ ที่มาร่วมงาน หลังจาก “เซียว หยิง” รับช่อดอกไม้ ก็เท่ากับความรักของพวกเขาได้จบสิ้นลงแล้ว
                ถึงแม้ความรักของ “ซู หมิงยู” และ “เซียว หยิง” จะไม่ได้ลงเอยด้วยการแต่งงาน แต่พิธีเลิกกันครั้งนี้ก็ทำให้เค้าทั้งคู่ต่างก็มีภาพความทรงจำที่ดีๆ เก็บไว้ให้นึกถึงได้เสมอ เพราะฉะนั้นการเลิกรากัน ก็ไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยน้ำตาแห่งความโศกเศร้าเสมอไป
              นอกจากนี้ พี่ปัดยังมีสถิติการหย่าร้างของชาวจีนมาฝากกันด้วยจ้ะ โดยทางกระทรวงมหาดไทยของสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เปิดเผยข้อมูลว่ามีการหย่าร้างเกิดขึ้นในปี 2010 ถึง 2.68 ล้านคู่ ซึ่งสูงขึ้นกว่าปี 2009 ถึง 8.5% โดย 2.01 ล้านคู่ ได้ไปทำการตกลงและหย่าร้างกันได้เรียบร้อย ส่วน 668,000 คู่ที่เหลือเป็นการหย่าร้างในชั้นศาล ทำให้เห็นว่ามีจำนวนการหย่าร้างเพิ่มสูงขึ้นอยู่เสมอใน ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่วนการแต่งงานในปี 2010 นั้นมี 12.4 ล้านคู่ ซึ่งถือว่าสูงกว่าปี 2009 ถึง 2%



ตัวเลขสถิติการหย่าร้างที่สูงขึ้นนี้ ไม่ได้แปลว่าคนเรารักกันน้อยลงหรืออดทนต่อกันน้อยลงนะจ๊ะเพียงแต่ชีวิตคู่ ยังมีอุปสรรคอีกมากมายที่คนสองคนต้องเรียนรู้และผ่านพ้นไปให้ได้พี่ปัดก็ขอเป็นกำลังใจให้คู่รักทุกคู่แล้วกันจ้ะ
 ส่วนน้องๆ ชาว Dek-D.com เห็นไหมว่า... เส้นทางความรัก แม้ว่ายาวนานแค่ไหนก็ยังมีอุปสรรคอยู่ดีดังนั้น เด็กๆ วัยเรียนอย่างเรา อย่าเพิ่งคิดถึงเรื่องเหล่านี้เลยดีกว่าจ้ะเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ค่อยเรียนรู้ที่จะมีความรักที่ผูกพันยั่งยืนก็ยังไม่สายจ้า
น้องๆ ชาว Dek-D.com เห็นด้วยกับพี่ปัดไหมจ๊ะ